Peerawas's profileKriang's spacePhotosBlogListsMore Tools Help

Weather

Loading...

Windows Media Player

Radio

Loading...

Kriang's space

ทำไม โลกนี้มันมีอะไรให้ต้องรู้เยอะนักวะ ล้ำลึกยิ่งนัก ข้าน้อยขอคารวะ
Photo 1 of 71
November 08

I BACKed

  หลังจากที่หายไปนาน เนื่องจากต้องเข้ารับการผ่าตัดที่มือซ้าย เนื่องจากลื่นตกบันได ตอนที่กำลังถือถุงขยะลงไปทิ้ง แล้วมือก็ดันไปกดเข้าที่ขวดแก้วที่แตก ปรากฏว่า เส้นประสาทที่นิ้วชี้ขาดครับผม  ต้องเข้ารับการผ่าตัดเลย ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว แต่ก็ยังมีอาการชาอยู่ แล้วก็คิดว่ามันคงจะไม่สมบูรณ์อย่างแน่นอน เศร้ามาก  ถ้ามองโลกในแง่ดี ก็ถือว่าเราได้ประสบการณ์ที่ดีนะ  เช่นการรออย่างอดทน 2 ชั่วโมง ปล่อยให้เลือดหยดติ๋ง ติ๋ง เพื่อให้หมอ(ฝึกหัด) ทำแผลแล้วก็บอกว่า เออนอนที่นี่นะ แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้จะมีหมอมาดูให้อีกที หรืออย่างพยาบาลที่ถามเราว่า ฉีดยาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ แต่ไม่ได้ถามกูเลยเกี่ยวกับ บาดทะยัก (Tetanus) คือพยายามฟังคำนี้อยู่ แต่ไม่เห็นแม่งถามมาเลย แสรดด  

แต่ก็ได้รับการบริการที่ค่อนข้างดีหลังจากนั้น  แล้วก็ประทับใจมากๆ  นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้ศัพท์ทางการแพทย์ขึ้นมาอีกนิดหน่อย ฮ่าฮ่า   

 

  ตอนที่ผ่าตัดเสร็จ คิดจะกลับบ้านแล้วเชียว แต่ก็ขอบคุณ เพื่อนที่บ้านที่ช่วยให้กำลังใจ ทำให้เรารู้สึกว่า เออ อยู่สู้ต่อสิฟะ    แล้วก็ช่วยทำเรื่องให้ เรื่องเงินที่ทางร้านจะต้องจ่ายให้เราตอนที่เราหยุดงาน เพราะมันเป็นความรับผิดชอบของร้าน  

 

  หลังจากนั้นก็มีไปเที่ยวกับเพื่อนมากมาย ทั้งไป Canberra กับเพื่อนที่บ้าน Upload รูปแล้วไว้ใน Facebook    ไปเที่ยวสวนสัตว์ Feather Dale Wildlife Park กับหลีอีกรอบนึง  ไปถ่ายรูปที่ Botanic Garden ได้รูปที่สวยมากมาย ขอบคุณ Hollie     แล้วก็มีไป Blue Mountain แล้วก็ไปค้่างคืนที่นั่นกับ Hollie, Ray and Mohammed  ก็รู้สึกดีนะ

   มีไป Mittagong กับเพื่อน แล้วก็ค้างคืนที่นั่น  เป็นอะไรที่มีความสุขมากๆ  

 

  ย้ายร้านจาก Coogee ไป Kensington ข้างๆ U NSW   ก็ดีนะ  แต่ดีใจยิ่งกว่าที่เจอ พี่อ๊อฟ เป็นพี่ที่เรียนที่ศิลปากรด้วยกัน จบพร้อมกันแล้วเค้าก็มาเรียนต่อที่นี่  จะว่าอิจฉาก็ว่าได้ ที่บ้านเค้ามีเงินพอที่จะเรียน U ได้    แต่เราก็เชื่อมั่นในศักยภาพของเรา ที่แม้เราไม่ได้เรียน ป.โท เราก็สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้เช่นกัน  ไม่เชื่อว่าการศีกษา มันคือช่องทางเดียวที่จะประสบความสำเร็จ  แต่เชื่อว่ามันเป็นแค่การเพิ่มโอกาส เท่านั้นเอง……  

จริงๆ จะมาอัพก็ได้ตั้งนานแล้วนะ แต่ติดเล่น Facebook  อะไร อะไรก็ Facebook   ว่าจะอัพอะไรไว้ใน Facebook เหมือนกัน แต่ว่าคงเป็นภาษาอังกฤษ ถือว่าเป็นการฝึก Writing ไปในตัว แล้วเพื่อนใน Facebook ก็มีเพื่อนต่างชาติด้วย  

 

  วันก่อนเดินผ่าน David Jones ปีนี้ Themes ของ Christmas เปลี่ยนไปอีกแล้ว เป็นเพลงต่างๆ น่ารักดี  เฝ้าคิดว่าปีหน้า Theme จะออกมาแนวไหน  ก็น่าตื่นเต้นดี   จำไม่ได้แล้วว่าปีที่แล้วเกี่ยวกับอะไร คุ้นๆ ว่า วันที่พระเยซูประสูติ หรือยังไงนี่แหละ   หรือวันต่างๆ ในช่วง Christmas

   คิดๆ ดูแล้ววันเวลามันก็ผ่านไปเร็วจริงๆ ว่ะ  เฮ้อ     ตัดสินใจอยู่ว่าจะกลับไทยดี หรือจะอยู่ที่นี่ต่อดี    คิดไม่ตก แต่อยากกลับไทยแล้วอ่ะ  เหมือนอยู่ที่นี่ก็อยู่ไปวันๆ ไม่ได้อะไร เก็บเงิน จ่ายค่าเทอม  แล้วก็เริ่มเก็บใหม่ แล้วก็จ่ายค่าเทอม  เฮ้อ   แต่ถ้าอยู่ไทย เราก็คงไม่ได้ใช้ชีวิตลำบากแบบนี้แน่นอน คิดแล้วก็เศร้าว่ะ  เอาไงกับชีวิตดีวะ แต่ละที่มีข้อดี ข้อเสีย แตกต่างกันไป   

July 30

I’m Fucking Stupid….Person….

      ชีวิตช่วงนี้ก็ไม่มีอะไรมากมาย…. ยกเว้น…. ทำตัวโง่เอง…   สองวันก่อน เข้าห้องน้ำที่โรงเรียน ระหว่างที่กำลังติดกระดุมกางเกง ก็เหมือนมีอะไรหล่นลงไปในโถส้วม อะไรวะ !!! เหี้ย มือถือกูนี่หว่า… จับขึ้นมา ยังโง่ เอาน้ำล้างอีก ด้วยความมึน  (จริงๆ แค่ฉี่นะ)   แล้วก็กะว่าจะใช้ Hand Dryer  เป่า  อ้าวเสือกไม่ติด  เหี้ย  ใช้ Paper Towel เช็ด สักพัก อ้าวจอ Touch Screen ใช้ไม่ได้แล้ว    พอดี Ray บอกว่า เออ ไปศูนย์ Samsung ที่ Granville   

    วันต่อมา ก็เลยไปกันหลังเลิกเรียน…. ไปถึง เจ้าหน้าที่ มันก็เปิดตรงที่ Charge Battery  ให้ดู เอ่อ  สนิมกินแล้วง่า  Environment corrosive  มั๊ง ที่ฟังออก แสรดดด แล้วก็บอกว่า ถ้าจะซ่อมประมาณ 700$  แสรดดด กูซื้อใหม่ ในราคาที่ถูกกว่าประมาณ ครึ่งนึงได้  

   แต่เพื่อนโทรมาบอกว่า เค้าซ่อมได้ มั๊ง….    ก็คงจะเอาให้เค้าเอาไปซ่อมก่อนแหละ    

   แต่ถ้าส่งไปไทยเนี่ย ก็ซ่อมได้แน่นอน แต่ก็กลัวว่า มันจะเอาอะไรของกูออกไปรึเปล่า….   ไม่ค่อยมั่นใจ MBK เท่าไหร่นะ

 

    ในวันเดียวกันก็ไปแวะที่ Strathfield  กับ Ray แล้วก็ Mohammad    ก็นั่งดูนู่นดูนี่ นักเรียน สาวๆ หนุ่มๆ มัธยม  น่าร้ากกกกก  เกาหลี เยอะจริงๆ  ฮ่าฮ่า  อารมณ์ดีขึ้นเยอะ หลังจากมือถือพัง   แต่ก็น่าเศร้านะ  เดินกันมาเป็นคู่ๆ แสรดดด  

  

    แล้วก็ไปร้อง คาราโอเกะ กัน  อ่านมะออก แถม index ทำให้ หาเพลงยากด้วย     แต่ก็หนุกดี     สักพัก Hollie ก็มา แล้วก็ไปกินข้าวกัน  แล้วก็กินเบียร์สัก สองแก้ว แล้วก็กลับ…. 

     ระหว่างกินข้าว  ก็คุยกันเรื่อง เวลากินข้าวเย็นเนี่ย มันผ่อนคลาย แล้วก็นั่งคุยกัน สบายๆ    แต่  Ray บอกว่า คนเกาหลี กินข้าวเช้า 5 นาที กลางวัน 5 นาที เย็น 10 นาที  ทำงาน ตั้งแต่เช้าถึงเย็น    เค้าสร้างประเทศของเค้าจาก ไม่มีอะไร จนเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่พัฒนาแล้ว….    เค้าไม่มีกล้วย ไม่มีต้นมะพร้าว หน้าหนาวก็หนาวโคตรๆ    ไม่แปลกที่เวลาเค้าไป เมืองไทย เค้าจะบ้าต้นมะพร้าว ต้นกล้วย  ฮ่าฮ่า   แต่ก่อน กล้วยที่เกาหลี ขายลูกละ 5$  เอ่อ มันโคตรจะแพงเลยว่ะ  เพื่อนจะได้ก็ต่อเมื่อสอบได้ที่หนึ่ง   โห    เราเด็กไทยฟังแล้วก็ โห เออ ว่ะ  เมืองไทยแม่งมีทุกอย่าง ถ้าอยู่ต่างจังหวัด เราไม่มีอะไรเราก็มีชีวิตอยู่ได้  แต่มันก็ทำให้เรากลายเป็นคนขาดความกระตือรือร้น ประเทศก็เลยไม่พัฒนาสักที ทั้งๆ ที่ทรัพยากรของเราดี (ยกเว้นทรัพยากรบุคคล) ฮ่าฮ่า

July 16

Melbourne Trip

  นี่อาจจะเป็น Blog ที่ยาวที่สุด ตั้งแต่ทำ Blog มาเลย….  เพราะมีเรื่องราวมากมายให้พูดถึง…

    มันเริ่มตั้งแต่ เราอยากไป Melbourne ตั้งนานแล้ว  เพราะว่า ไหนๆ ก็มาที่นี่แล้ว อยากใช้ชีวิตให้มันคุ้ม Life is short…. นะ มันคงไม่มีค่าอะไรเลย พอเรากลับไปเมืองไทย แล้วบอกว่า อ้อ ผมทำงานไป เรียนไปครับ  เก็บตังได้ตั้งเยอะ ตั้งแยะ… แต่ไม่ได้ออกไปเห็นโลกอันกว้่างใหญ่   รู้สึกอิจฉา เพื่อนเกาหลี ที่ไปด้วยกันมาก   มันไปมาหลาย ประเทศ  มีเพื่อนต่างชาติมากมาย…   ไม่รู้ทำไม มันมีเงินเก็บ เยอะขนาดไปเที่ยวต่างประเทศ ได้บ่อยขนาดนั้นนะ 

    Trip นี้ เริ่มจาก Ray (Ham Hong Sig)  ชักชวนเพื่อนๆ ใน class ว่า ไป Melbourne กันเถอะ   เพื่อนหลายๆ คนสนใจ… แต่พอเห็นราคา ประมาณ 800$ ก็ถอยกันไปหมด… ตัวเราเองก็คิดว่า มันเยอะว่ะ  แต่ว่า เฮ่ย อยากไปอ่ะ  สรุป เหลือกัน 3 คน เกรียง Ray and Mohammed (เพื่อน Syrian) 

    พอดี รู้จักกับ Roy ฝรั่งที่เค้าอยู่ Melbourne   แล้วเค้าก็บอกว่า เฮ่ย ถ้ามากัน 3 คนอ่ะ เค้ายินดี ช่วยเหลือนะ  ตอนแรกก็เกรงใจ แต่เค้าก็ยังยินดีที่จะช่วยเหลือ เพราะเค้าบอกว่า เค้าชอบที่จะช่วยเหลือคน…. แล้วเค้าก็ว่างด้วย (น่าจะว่างมาก เพราะทำงาน แค่ 7 วันต่อเดือนเองมั๊ง)  เค้าบอกว่า มันมีสำนวนของภาษาอังกฤษ ว่า “There is more happiness in giving than in receiving”   ก็คงเหมือนเราแหละ  เรามีความสุขจากการให้

    Ray ก็จองเครื่องบินให้อย่างรวดเร็ว เพราะว่า มันเป็นช่วง School Holiday ซึ่งทุกคนจะออกไปเที่ยวกันเยอะมาก (ซึ่งมันก็จริง)   แล้วเราก็ติดต่อกับ Roy ว่าจะไปไหนกันบ้าง คุยกับเพื่อนที่จะไป  …. เสียดายที่ Hollie ไปไม่ได้ ถ้า Hollie ไปได้  คงจะได้ภาพสวยๆ กว่านี้มาฝาก    แต่ภาพที่ Roy ถ่ายมาก็สวยดีแหละ ทำให้เรารู้สึกเลยว่า กล้อง DSLR นี่มันถ่ายออกมาแล้วสวยกว่า กล้อง Compact จริงๆ    

 

     สายการบินที่จองคือ Tiger Airway  ตั๋วไปกลับ ประมาณ 160$   ก็ไม่รู้ว่าถูกหรือแพง ครั้งแรก… แต่คิดว่าไม่แพงมากหรอก  วันที่จะไป ตอนกลางคืน แอน ชวนไปกินอาหารเกาหลี แล้วดันไปต่อ Karaoke  ชวนแก๊ง พี่เต้ย ที่อยู่ที่ C-Bar มาจอย  มันกันมากๆ  กว่าจะถึงบ้าน ตีห้า   พอถึง 8 โมง ได้รับ SMS จาก Ray บอกว่า Mohammed อยู่ Central station เพราะว่า โกหก น้า ว่า ออกไปทำงานที่ Newcastle ตั้งแต่ตี 5  ก็เลยพามันมาที่บ้าน   พอถึงเวลา Ray บอกว่า มันเป็น Haemorrhoid มันคืออะไรก็ไม่รู้ แต่ว่าเป็นที่ตูด ก็คงเป็น ริดสีดวงล่ะมั๊ง     แต่ Ray ก็ยังไป เพราะว่า ทุกอย่างอยู่ที่ Ray   Trip จะไม่เกิดขึ้น ถ้า Ray ไม่มา…  เพราะ Mohammed ก็ไม่ได้อยากมาเหมือนกัน  เฮ้อ

    สุดท้ายก็มาถึง Melbourne โดยสวัสดิภาพ หลับตลอดการเดินทาง เพราะเหนื่อย แล้วก็ง่วงสุดๆ  Landing ที่สนามบิน Tullmarine Terminal 4   บอกตามตรงว่า เฮ่ย บ้านนอกมากกก  นี่หรือ Melbourne  แล้วเราก็โทรหา Roy  แล้วก็รับเราไป Apollo Bay เย้

 

   พอพ้นสนามบิน เล็กๆ แห่งนั้นมา ก็พบว่า เฮ้ย บ้านเมือง ที่นี่ ดูดีกว่า Sydney อ่ะ ไม่ว่าจะเป็น ถนนก็กว้างกว่า แล้วดูเหมือนจะเหลือที่ไว้ขยายได้อีก ทั้งๆ ที่มันก็ 8 เลนแล้วนะ, วิวก็สวย ถูกออกแบบมาอย่างดี ก็อย่างว่าแหละ มันเป็นเมืองที่สร้างมาทีหลัง มันก็ต้องมีการออกแบบ วางแผนมาเป็นอย่างดี, ตึก ราม บ้านช่อง ก็ถูกออกแบบมาให้ดูดี สวยงาม   ทุกอย่างดีหมด  ระหว่างทางก็พูดคุยกับ Roy ไป เอ่อ ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่นัก ภาษากรูไม่แข็งแรง ฮ่า ฮ่า    ได้แต่ Yes, no , ok ไปตามประสา ฮ่า ฮ่า   (แต่พอหลังๆ ก็ฟังเข้าใจเกือบหมดนะ เหมือนหูเริ่มปรับตัวได้)     ระหว่างทาง Roy ก็แนะนำนู้น นี่ไป ตามประสา คนที่เค้าอยู่ที่นี่ แล้วก็รู้เรื่องประวัติศาสตร์เป็นอย่างดี เราก็คงแนะนำอย่างนี้กับเค้าเช่นกัน ถ้าเค้าจะไปเที่ยวไทยกับเราบ้าง….   ก็ถ่ายรูปกันไปตามประสา…   ถนนค่อนข้างมีทางคดเคี้ยวเยอะ ก็สร้างความลำบากในการเดินทางพอสมควร….

   อย่างตอนที่ไปแถว Lorne ตรงนี้ก็มีชื่อเสียง แต่ว่าเราไม่ได้แวะพัก (จริงๆ ความตั้งใจของ Roy ขากลับจะมาทางนี้นะ แล้วแวะดูอะไรนิดหน่อยแหละ แต่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝัน) ที่ Lorne จะมี Lighthouse อยู่ เราสามารถขึ้นไปได้ (แต่ต้องเสียตัง) เนื่องจากสมัยก่อน แถวนี้มีเรือขนส่งสินค้า มากมาย ขณะที่ทะเลแถวนั้นก็นี้แต่โขดหิน มากมาย เรือล่มกันเป็นแถว ขนาดจนถึงตอนนี้ก็ยัง กู้ไม่หมด  ก็ต้องมี Light house เพื่อช่วยส่องไฟให้เรือในเวลากลางคืน….

   สุดท้ายก็ไปถึง Apollo Bay โดยสวัสดิภาพ  Check in ที่ Motel ราคา 170$/night ก็ไม่แพงมาก  อยู่กันได้ 6 คนสบายๆ เลย…. มีครัว มีห้องน้ำใหญ่มากๆ    Ray เจ็บมาก ก็เลยไม่ออกไปไหน  Kriang , Roy and Mohammed เลยออกไปซื้อของกินกัน เผื่อ Breakfast   แล้วเราก็ออกไปกินข้าวเย็น กับ Roy  เพราะว่าอีกสองคน ไม่อยากออกไปไหน   พอกินเสร็จ อ้าว ร้านอื่นปิดหมดเลย  ปิดกันเร็วมากๆ  เลยต้องทำกับข้าวให้ไอ้สองคนนั้นกินกัน เศร้า…. 

     แล้วก็นั่งดู TV กันอีกนิดหน่อย เรื่อง Music and Lyrics   เพิ่งเคยดูครั้งแรก  ก็สนุกดีนะ  Ray and Mohammed หลับไปตั้งนานแล้ว…   วันนั้นนอนหลับสนิทมาก เพราะว่าเหนื่อยสุดๆ แล้วก็ได้นอนแค่ 3 ชั่วโมง      ทั้งๆ ที่ Mohammed นอนกรนเสียงดังมาก  ตื่นขึ้นมาอีกที ตอนเช้า ก็ Good morning กับทุกคนแล้วก็ อาบน้ำ ทำ Breakfast มากิน…. วันนี้ เราจะไป Port Cambell กัน   ไปดู Twelve Apostles หรือไปดูก้อนหิน นั่นแหละ     แต่ระหว่างทางที่ไปเนี่ย โคตรไกล แต่ว่าไม่เบื่อเลย เพราะว่า บางทีก็ขับรถ ชมความงามของทะเล แล้วท้องฟ้าที่แจ่มใส แล้วก็ขับไปชมความงาม และความอุดมสมบูรณ์ของป่า และพื้นที่ Farm   ได้เห็นพื้นที่กว้างๆๆๆๆ มีเลี้ยงสัตว์ทั้ง แกะ วัว ม้า ข้างๆ มีบึงใหญ่ๆ  อะไรมันจะสวยขนาดนี้  เพื่อนบอกว่า วิวนี้เค้าชอบมาก เหมือน Scotland เลย….  คือไม่เคยไปอ่ะ ก็เออ ออไปก่อน….  ฮ่าฮ่า  แถวนี้เค้าเรียกว่า  Glenaire มั๊งGORJuly09 008

 

สักพักก็ไปถึง Twelve Apostle ตรง Gibson step เท่าที่เข้าใจนะ เนื่องจาก คลื่นพัดเข้าหาฝั่ง ด้วยความแรงสูง เป็นเวลาหลายพัน หลายหมื่นปี ทำให้ โขดหิน หน้าผา ถูกซัดกร่อน กลายเป็นรูปร่างต่างๆ กันไป…. ระหว่างทาง Roy ก็เล่านู้นเล่านี้ให้ฟังอีกแหละ เช่น ถนนตรงนี้นะ ใช้คนขุด เออ แม่งโหดจริงๆ ว่ะ หินทั้งนั้นเลย

 

GORJuly09 012  ภาพจากตรง Gibson Step สามารถเดินลงไปข้างล่างได้… เป็นไม่กี่จุด ที่สามารถลงจากหน้าผาไปได้

 GORJuly09 025 GORJuly09 021 GORJuly09 052 

ลมก็แรงสุดๆ ไม่แปลกที่ต่อไปอีกไม่นาน มันจะค่อยๆ ผุกร่อนไป… พอถึงรุ่น ลุกหลานของเรามันอาจจะไม่เป็นแบบในภาพนี้แล้วก็ได้

  จากนั้น Roy ก็ขับรถต่อไปอีกนิด Lord ard Gorge เป็นชื่อเรือจาก Ireland ที่ล่ม แล้วมีคนรอดแค่สองคน เด็กผู้ชาย อายุ 18  หลุดเข้ามาในช่อง แล้วปีนขึ้นมาขอความช่วยเหลือจาก Farmer แถวๆ นั้น แล้วก็ช่วยเด็กผู้หญิงอีกคน ที่หลุดเข้าไปในถ้ำ  ที่ไปดู คือถ้ำลึกเข้าไปประมาณ 100-200 m.  แล้วก็คลื่นแรงสุดๆ  หน้าผาก็ไม่ได้ดูว่าจะปีนง่ายเลย สัญชาติญาณในการเอาตัวรอดสูงมาก  

   จากนั้น Roy ก็พาไปกิน Pine ที่เมืองเล็กๆ    แล้วก็เดินทางกลับ เก็บรูปภาพอีกนิดหน่อย   

   Roy พา Ray ไปหาหมอแถวๆ Apollo Bay   แล้วก็เกิดเรื่องครับ Ray ต้องผ่าตัด…. ต้องไปที่โรงพยาบาล Colac ไกลจาก Apollo Bay ประมาณ 70 kg.   โอ้  ก็ไม่คิดอะไรมาก ก็พาไปเลย ไปด้วยกัน  ที่นี่รู้สึกว่า โรงพยาบาลบริการดีกว่าใน Sydney มากๆ  เจ้าหน้าที่ก็ Friendly กว่า…. แถมเพื่อนตอนออก ไม่ต้องจ่ายตังด้วยนะ เพราะโรงพยาบาล Claim จากบัตรประกันสุขภาพเองเลย โอ้ สุดยอดดดด     มาต่อเรื่อง Ray ถ้า Ray ผ่าตัด เราก็ต้องอยู่ Apollo bay นานกว่าเดิม 1 วัน….ไม่เป็นไร   จากนั้นก็ไปกินข้าวเย็นกันที่ร้านอาหารจีน ก็งั้นๆ อ่ะ  แล้วก็กลับ  วันนั้นกว่าจะถึงที่พักที่ Apollo Bay ก็ประมาณ 4 ทุ่ม  เข้านอนกันอย่างรวดเร็ว ฮ่า ฮ่า  ระหว่างทางก็คุยกับ Roy เรื่องต่างๆ นานา  ครอบครัว อาชีพของครอบครัวเรา ว่าทำอะไร เป็นไง ดีมั๊ย อยากอยู่นี่ หรือ อยากอยู่เมืองไทย   คุยกันจนถึง Apollo bay แบบไม่รู้ตัว  ภาษาเราก็ดีขึ้นแบบไม่รู้ตัวเช่นกัน ส่วนไอ้ Mohammed นอนอยู่ข้างหลัง แถมกรนด้วย ฮ่า ฮ่า 

SNC00279

   คืนนี้นอนไม่ค่อยหลับ… เพราะ Mohammed กรน แสรดดด  ตื่นขึ้นมา ก็ไม่ได้ทำอะไรมากนัก รอ Mohammed อาบน้ำ แต่งตัว แล้วก็ไปหา Ray ที่โรงพยาบาล  ไปถึงก็ไปเดินเล่นในเมืองก่อน  ก็ไม่มีอะไรมาก เมืองเล็กๆ    แล้วก็ไปหา Ray ที่โรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ ที่นี่เป็นมิตรมาก สักพัก หมอก็เข้ามาคุยกับ Roy ว่าเล่าให้ฟังว่าทำอะไรไปบ้าง แล้วก็แนะนำว่าอยากให้นอนที่โรงพยาบาลต่ออีกคืน เพราะว่าหมออยากให้นอนพักที่โรงพยาบาลต่ออีกคืนนึง ก็ไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว  แต่หมอนี่ก็คุยแบบตลกๆ สนุกๆ ดี แอบแนวทะลึ่งนิดๆ ฮ่าฮ่า    จากนั้นก็ไป ซื้อของมาให้ Ray ของกินแล้วก็หนังสือ Roy ออกให้หมดเลย  เฮ้อ จากนั้นก็อยู่คุยกันแป๊บนึงแล้วก็กลับ   วันนี้กิน Pizza  กัน   ไม่อร่อยอ่ะ คิดถึง Adam’s Pizza เลย   แต่เพื่อนก็ชอบกันนะ  Roy บอกว่าแถวบ้านเค้า ร้าน Pizza ถูกแล้วก็ให้เนื้อเยอะมากๆ    วันนี้ก็ดูหนังกับ Roy แหละ เพราะไม่รู้จะทำอะไร….  เสร็จแล้วก็นอน วันนี้ Mohammed ไม่ค่อยกรนเว้ย  ฮ่า ฮ่า     แล้ววันต่อมาเก็บของกลับ แล้วก็ไปรับ Ray ที่โรงพยาบาลแล้วก็ไปเข้าเมืองไป Ballarat กันเลย  ระหว่างทาง Roy ก็ถามว่าวันนี้จะคุยกันเรื่องอะไรดี  เพราะตลอดเวลา เราจะคุยกันตลอด ทั้งเรื่องภาษา ประวัติศาสตร์  Roy บอกว่า สมัยก่อน คนที่ไม่รู้หนังสือมีเยอะ ไม่แปลกที่ชื่อในสมัยนี้ ออกเสียงเหมือนกัน จะสะกดต่างกัน  ซึ่งมันก็ใช่นี่หว่า เพราะอย่างชื่อไทยของเราเองก็เถอะ  หรืออย่างภาษาของคนในบ้านนอก ก็อาจจะแปลกๆ ออกไปแล้วก็อาจจะดูเหมือนว่ามันผิดหลัก Grammar แต่ว่าไม่ใช่เลย  

อ้อ ก่อนกลับ ก็ถ่ายรูป พระจันทร์กับ พระอาทิตย์ที่ Apollo Bay กลับเก็บมาด้วย  สวยดี

GORJuly09 127 GORJuly09 093 SNC00290

 

มาถึง Ballarat กินข้าวกันก่อน แล้วก็ไป Souvenir hill. ค่าเข้า 40$ แต่ว่า Roy ไปถามว่า Student ได้ Concession รึเปล่า  สรุปว่าได้ เลยเหรอ 30$ เย้     เข้าไปก็ไม่มีอะไรมาก เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์ แล้วก็บ้านเมืองที่ดูเก่า ก็ OK อ่ะ   ชอบรถม้า มากๆ เพราะม้าตัวใหญ่สุดๆ

 GORJuly09 121  GORJuly09 163 GORJuly09 169 SNC00296

ก็เข้าไปดูนู้น ดูนี่ คือช่วงตื่นทองเนี่ย ทั่วทุกสารทิศ ก็เข้ามาที่นี่เพื่อขุดทอง  พอทองหมด ก็แยกย้ายกันไปหาที่อื่น หรือไม่ก็ตั้งรกรากอยู่ที่นี่ แบบคนจีน   Roy ซื้อเหรียญทองให้ ข้างหลังมี ภาษาจีนเขียนอยู่ Roy ก็อธิบายให้ฟังแหละ แต่ว่าเราจำไม่ได้ ตอนนั้นตกใจว่า เค้าซื้อให้เราทำไม  แล้วก็ซื้อ สบู่ให้ Ray  Ray ก็ตกใจว่าเค้ารู้ได้ไงว่า Ray ชอบเครื่องหอม   แล้วก็ซื้อลูกอมให้ Mohammed     มีอะไรให้เล่นเยอะแหละ  อย่างสอนเต้นอะไรก็ไม่รู้ ดูน่าสนุกดี   หรือเดินมุดถ้ำใต้ดินลึกลงไปประมาณ 10 Metres

      จากนั้นก็กลับ เพราะว่าบ้าน Roy อยู่ค่อนข้างไกล แล้วอาจจะต้องเจอกับ รถติด  แล้วก็เจอจริงๆ  สุดๆ  แล้วก็แวะกินข้าว Roy แนะนำให้ลองกินอะไรแปลกใหม่บ้าง  ก็เลย Indian Food  ร้านหรูมาก  ราคาก็โอเคอ่ะ  เป็นครั้งแรกที่กินอาหารอินเดีย  คิดมาตลอดว่าไม่อร่อย ไม่อร่อย  แต่พอมากินแล้ว เฮ่ย อร่อยว่ะ รสชาติจัด สะใจดี    สั่ง Wine มาดื่มด้วย ก็กินไป 3 แก้ว เพราะคนอื่นๆ ไม่ค่อยกินกัน  สั่งนู้น สั่งนี่มากินเยอะอ่ะ  จ่ายไป 97$ ก็ไม่แพงมาก จ่ายให้ Roy ด้วย

      พอไปถึงบ้าน Roy  เฮ่ย แม่งใหญ่ว่ะ ชั้นเดียว แต่ว่าใหญ่ แล้วก็ดูดี มากๆ   ข้างในดูหรูหรา Hiso สุดๆ  เตียงนอนดีๆ ห้องน้ำยังดูหรูเลย เตียงนี่มีผ้าห่มไฟฟ้าด้วยนะ ไม่ต้องกลัวหนาว  ก็อาบน้ำแล้วก็นอนกัน เพราะเหนื่อยกันมากๆ  ตื่นขึ้นมาอีกที เช้า ไอ้เหี้ยหนาวโคตร   Roy บอกว่าไปดู Fross สิ  ก็ออกไปเลย ทั้งๆ ที่หนาวจะตาย  แต่ก็สวยดีอ่ะ แล้วก็หาสัญญาณมือถือ ด้วย  สวนเค้าก็มีต้นไม้เยอะแยะไปหมด  อะไรนักก็ไม่รู้  ถ้าตอน Spring มันคงจะสวยกว่านี้แหละ   เค้าทำธุรกิจ Nursing Plant ด้วยแหละ 

SNC00312

 

วันนี้ Roy ทำงานของเค้า แล้วก็ไปหาแม่เค้าที่ Nursing Home ก็เลยขอติดไปด้วย  ขี้เกียจอยู่บ้านเฉยๆ   เค้าก็ไปเก็บตัวอย่างน้ำ จากโรงงานของที่เค้าทำ Cooling Tower Service อยู่ ถ้ามันสกปรก เค้าก็จะทำความสะอาดให้ ประมาณนั้น   แล้วก็ไปหาแม่เค้าที่ Nursing Home  เพราะเมื่อวาน แม่เค้าล้ม ซึ่งเป็นครั้งแรกเลย   ไปถึง แม่นั่งคุยกับเพื่อนอยู่ ในมือก็ถือชา Roy ไปถึงก็บอกแม่ แล้วก็ถือถ้วยชาไปเก็บ  แม่ก็รีบลุกขึ้นมาทันที จนเกรียงตกใจ เพราะเค้าอายุ 78 แล้ว ภาพที่เห็นประทับใจมาก เพราะว่า เหมือนเค้าอยากเจอลูกเค้ามาก ถึงแม้เค้าอยู่ที่นี่ จะมีเพื่อนมากมายเพื่อนของแม่คนนึง ก็พูดว่า  “Lucky You”  แล้ว Roy  ก็แนะนำเราให้รู้จัก ก็จับมือกัน แม่เค้าก็ Nice มากๆ มีขอโทษเกรียงด้วยนะ ที่เค้าลืมพูด Hello  ทั้งๆ ที่เกรียงควรที่จะพูดก่อน หรือแนะนำตัวเองก่อน  จากนั้นก็จูงมือ แม่เค้าไปตลอด  Roy ก็พาไปกิน KFC  เพราะแม่เค้าชอบ ก็กินกันแบบฝรั่งแหละ Hamburger  แล้วก็ไปขับรถไปส่ง  ก่อนกลับก็ลากัน แล้วก็กอดแล้วก็หอมแก้ม กันตามประสาวัฒนธรรมของเค้า เป็นแม่ที่น่ารักมากๆ แม่เค้าจะไม่ยอมเข้าไปจนกว่าจะเห็นรถ Royลับหายไปจากสายตา  หรือถ้า Roy เข้าไปส่งในห้อง แม่จะออกมาส่งข้างนอก ฮ่า ฮ่า

  แต่ Roy เล่าว่าแม่เค้าเป็นโรคความจำเสื่อม เค้าอาจจะพูดอะไรที่ดูแปลกๆ ไป เช่น เห็นคนบนต้นไม้ เพราะแม่เห็นคนนั่งอยู่ แล้วก็ไปเห็นต้นไม้ แล้วภาพก็ซ้อนกัน จนกลายไปเป็นเห็นคนบนต้นไม้ ที่แม่ต้องมาอยู่ที่นี่เพราะ Roy บางทีไม่อยู่บ้าน แล้วก็ไม่มีคนดูแล บางทีก็อาจจะทำอะไรที่เป็นอันตรายต่อตัวเค้าเอง   แต่บางทีก็เศร้านะ เพราะ Roy บอกว่า บางที แม่ก็ เก็บของใส่กระเป๋า แล้วก็บอกว่า เดี๋ยวลูกชายจะมารับ   ส่วน Sister and Brother  ก็ไม่ค่อยจะมาดูแล  เค้าเล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นแม่ป่วยเกี๋ยวกับโรคตา  Roy ก็พาไปหาหมอทุกอาทิตย์  แต่ Roy ไปเที่ยว ตุรกี ก็เลยฝากให้ Brother ดูแลให้ แต่ Brother กลับขอร้องให้คนอื่นดูแลให้ แบบน่าเกลียดมาก   เกรียงก็พูดกลับไปว่า คนไทยเชื่ออยู่อย่างนึงนะ ว่า ถ้าเราทำอะไร เราจะได้แบบนั้น   เค้าก็พูดเลยว่า เออ ใช่ เค้ากำลังจะรอดู Sister เค้า เพราะเธอก็ใกล้จะ 60 แล้ว แล้วเค้าก็เชื่อว่า ลูกชาย ของเธอคงจะไม่ดูแลเธอ คงจะทำกับเธอแบบที่ เธอทำกับแม่  เพราะว่า เมื่อลูกไม่ได้เห็นว่า แม่ดูแลยาย แล้วทำไม เค้าจะต้องดูแลแม่เค้าล่ะ    จากนั้นก็แวะซื้อของ Safeway แล้วก็เข้าบ้าน  บางครั้ง หลายๆ ครั้งที่คุยกับ Roy จนลืมเวลาไปเลย  เพราะ Roy แม่งพูดเก่ง ส่วนเกรียงเป็นผู้ฟังที่ดี Yes No ok อย่างเดียว เพราะพูดอย่างอื่นไม่เป็น ฮ่า ฮ่า  

   วันนี้ Ray ทำเนื้อย่างเกาหลี เพราะไปซื้อเนื้อมาจาก Halal คือร้านขายเนื้อของ Muslim อ่ะ  ส่วน Roy ทำ Vegetable Roast  เป็น English Dinner อ่ะ  แล้วมันจะเข้ากันมั๊ย ฮ่าฮ่า แถมเกรียงหุงข้าวอีก ไม่รู้ว่า ถ้าทำของ Roy ไม่ต้องหุงข้าว Roy ก็เลยหงุดหงิดนิดหน่อย    เพราะเราเคยคุยกัน ว่า คนรวยของไทย ชอบกินข้าวเหลือ (เพื่อเหี้ยอะไรก็ไม่รู้)  แต่ว่าบ้านเราไม่ชอบ และก็สอนว่า ข้าวแต่ละเม็ดคือเม็ดเหงื่อของชาวนา มันมีคุณค่ามากๆ   แล้ว แฟนพี่เฟิร์น ที่เป็นคนเยอรมัน ที่พี่เฟิร์นเคยเล่าให้ฟัง ก็ไม่ชอบเช่นกัน เพราะว่า พ่อแม่เค้าอยู่ใน ช่วงสงคราม อะไรก็ไม่มีกิน    แต่ Roy ก็พูดประมาณว่า มันก็แล้วแต่วัฒนธรรมอ่ะ เพราะบางที การเหลือไว้นิดหน่อยก็เป็นมารยาทที่ดี มันบ่งบอกถึงว่า เราอิ่มพอแล้ว      แต่สุดท้ายก็กินหมด ฮ่าฮ่า  

 

   วันต่อมา ก็ขับรถไป Snow กัน   ตอนแรกไปวัดป่าโพธิวัน  ถ่ายรูปนิดหน่อย  Roy อาจจะตื่นตาตื่นใจ  แต่เราเฉยๆ ว่ะ ฮ่าฮ่า  แต่พื้นที่ก็กว้างจริงๆ แล้วก็สวยงามดี    จากนั้นก็ไปดูเขื่อน   แล้วก็ถามเราว่าจะไป Snow ตรงไหน เล็กๆ แต่ว่าใกล้ หรือว่า ใหญ่ แต่ว่าไกล   ตัดสินใจว่า ไหนๆ ก็มาแล้ว ไปใหญ่ๆ ดีกว่า  แล้วมันก็ไกลจริงๆ ไปถึงค่าเข้า 35$ Roy จ่ายอีก  แล้วมันก็ไม่มีอะไร หิมะ ก็เลอะๆ มันไม่ใช่เกร็ดหิมะอ่ะ มันเป็นน้ำแข็งไปแล้ว ง่า  คนก็เยอะ  มีอยู่ไม่กี่จุด ที่เป็นหิมะ ขาวๆ      ก็พูดกับเพื่อนว่า That’s it???  มันก็บอกว่า Yes   แล้วก็แนะนำว่า เกาหลี ดีกว่าเยอะ ฮ่าฮ่า     แต่ก็ชอบที่นี่นะ ระหว่างทาง ขับรถ ตรงบริเวณนี้คือบริเวณที่เกิดไฟป่า ต้นไม้ที่ล้มตายสีดำ ตัดกับสีขาวของหิมะ มันก็สวยดี  ไม่ได้ทำอะไรมากนัก แล้วก็กลับ ไม่คุ้มเลย   ระหว่างทางก็คุยกันเรื่องไฟป่าแหละ   แล้วก็ไปดูน้ำตก บริเวณที่เกิดไฟป่า  แต่ก็เข้าไม่ได้ ถูกปิด เมืองกำลังจะถูกสร้างอีกครั้ง หลังจากถูกไฟป่าเผาทำลายไป  เฮ้อ   บ้าน Roy ก็เกือบโดนเหมือนกัน โชคดีที่มันหยุดซะก่อน    ต้นไม้ก็เริ่มขึ้นมาแล้ว   มีอยู่ต้นนึงพิเศษมาก เวลามันถูกไหม้ มันจะไม่ตาย จำกลไกไม่ได้แล้ว แต่อยู่ที่เปลือกของมันเนี่ยแหละ  พร้อมรองรับไฟป่า ฮ่าฮ่า  สัญชาติญาณในการเอาตัวรอด ในการปรับตัว แม้แต่กับในต้นไม้ ก็ยังมี

   GORJuly09 216 GORJuly09 217 GORJuly09 228

 

    จากนั้นก็กลับบ้าน กลับไปทำ ต้มข่ากับผัดขิง ให้เพื่อนกิน Roy ชอบกินผัดขิงว่ะ   เพิ่งเคยทำครั้งแรกเลยนะเนี่ย  ฮ่าฮ่า  ก็ไม่ได้อร่อยมากนะ  คืนนี้นอนที่นี่คืนสุดท้ายแล้ว  แต่ก็ดันนอนไม่หลับ  Roy ก็มีปัญหากับแฟนเค้าที่ไทย เศร้าไป… ก็คุยกันในครัวตั้งนาน       Roy คงเครียดเรื่องแฟนหนัก เลยขอไปนอนเร็ว  เราก็เซ็งๆ กับเพื่อนก็เลยไปนอนเร็วเหมือนกัน  เพื่อนก็เลยเข้านอนเร็วกันหมด   ตื่นขึ้นมาอีกที ตีหนึ่ง เพราะมีโทรศัพท์ ว่าจะไปรับให้ Roy แล้วแหละ แต่ก็ไม่ได้รับ  แต่ทีนี้ นอนไม่หลับเลยครับ เซ็งเลย  ออกมานั่งเล่นหน้าเตาผิง  แล้วก็…. ตัดสินใจเข้านอน….

    วันนี้กลับ Sydney แล้ว   Roy พาไปเดินเล่นในเมืองก่อน Ray ดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษ  ขึ้น Free Tram รอบเมือง ดูนู้นดูนี่ Roy ก็เล่านู้น เล่านี่  จำรายละเอียดไม่ค่อยได้ บวกกับพิมพ์มาจนเริ่มเหนื่อยแล้ว

  P1000999 P1010002 P1000997 P1010013

 

ก็หาซื้อของฝากให้ Roy  ตอนแรกว่าจะเอากะทะ  แต่ราคามันแพงเกินไป ก็เลยซื้อสบู่ให้ Ray เป็นคนเลือกอ่ะ   อ้อไปกินข้าวที่ร้านอาหารญี่ปุ่นด้วย ราคาถูกกว่า Sydney จมเลย

แล้วก็เดินทางกลับ  ขากลับเรื่องมาก ลำบากกว่าตอนขามา มากมาย       แถมตอนอยู่บนเครื่องปวดหูมากว่ะ

หลายๆ อย่าง Melbourne อาจจะดีกว่า แต่หลายๆ อย่าง Sydney ก็ดีกว่านะ  แต่ไม่รู้แหละ หลงรัก Melbourne เข้าแล้ว    เบื่อ Sydney ตรงที่มีแต่คนไทยกับ Asia นี่แหละ  แถมตอนนี้ที่ห้องมี Mauritius เพียบ  ทำตัวน่ารังเกียจอีกต่างหาก 

June 30

Woollongong

   วันศุกร์ที่ 12 June 09   ไปเที่ยว Woollongong กับเพื่อนมา ขับรถกันไป…. ก็ไม่เคยไปหรอก ไอ้ Woollongong เนี่ย   จริงๆ ตอนแรก เพื่อนได้ตั๋วไปดู Concert Opera มา แล้วพอดีแฟนเค้าไม่ว่าง ทำงาน ก็เลยชวนไปดู แต่ว่า Concert ถูกยกเลิก เฮ้อ….. ไม่มีบุญดู Opera ง่ะ haha แต่ไปดูก็คงดูไม่รู้เรื่องอ่ะ

    ขับรถไปเรื่อยๆ  เฮ่ย มันคุ้นๆ ว่ะ เออ ตรงนี้กูมากับพี่เอแล้วนี่หว่า (กลับไปดู Blog Royal National Park ซะ)    มันทางเดียวกัน….  แต่ว่าไม่ได้เค้าทางเดียวกันนะ ของพี่เอ เลี้ยวซ้ายก่อน แล้วก็ขับเข้าไป    เพื่อนก็พาไปชมวิว  แล้วก็ชี้ว่า เออตรงนั้นไง Great Pacific Ocean Road.  น่าจะตรงที่เดียวที่ไปกับ พี่เอ….

 

   เสร็จแล้วก็ขึ้นไป Bulli Cliff รึเปล่า ไม่มั่นใจ    แต่เป็นผา  มองไปข้างล่างก็เห็น หาด หลายๆ หาด  วิวที่สวยมากกกก  แล้วก็ไปนั่งกินข้าว ร้าน Buffet ที่วิวสวยมาก คนละ 15$ เอง ถือว่าไม่แพงมาก…  แต่รสชาติอาหารก็โอเคนะ แต่เพื่อนบอก so so 

 

  เสร็จแล้วก็ขับรถกลับกัน…. ตอนกลางคืนไปกิน Pizza ด้วยกันอีก  มีความสุข hahaha

   SNC00217 SNC00219 SNC00220

 

   วันอังคารที่ผ่านมา 16 June 09   ได้รองเท้าใหม่แล้ววว เย้ อยากได้มาตั้งนาน  Converse สีดำคู่นี้ เริ่มเน่าแล้ว  เพราะใส่ไปทำงานด้วย กรณีที่ไม่ได้ไปทำงานที่ร้านประจำ แล้วขี้เกียจแบก รองเท้าเชฟ ไปไหนมาไหน    แล้วอยู่ที่นี่ ก็เดินเยอะด้วย… รองเท้าพังง่าย (รึเปล่า)    พอดีไปเดิน Bondi Junction แล้วน้องออยอยากดู Onisuga Tiger  จริงๆ เกรียงก็ไม่ค่อยชอบลายของยี่ห้อนี่หรอก  ในความคิดเห็นส่วนตัวคือ มันไม่สวย แล้วก็แพงมากกกก ด้วย   แต่ก็มีอยู่คู่นึงที่สวย แต่มันตั้ง 170$     แล้วก็เพราะฝากนุชซื้อรองเท้ามาจากไทยแล้ว…   แต่เฮ่ย มี sale ว่ะ คู่ละ 80$ เอง (เองได้ไงฟะ) สวยด้วย  ดูไปดูมา เฮ่ย คู่นี้ก็สวย คู่นั้นก็สวย  ลองใส่ดู เอาเลยดีกว่า  กูเป็นคนเลือกอะไรเร็วอยู่แล้ว

June 01

ย้ายบ้านอีกแล้วววว ไกลกว่า แพงกว่า แต่มีความสุขกว่า (รึเปล่า)

    เนื่องจากว่า น้องสาวของแอนกำลังจะมา  แล้วบ้านเก่าของพี่เต้ย ก็เต็มแบบแน่นเอี๊ยด คิดดู บ้านหลังนึงอัดกันเข้าไป 10 กว่าคน… ห้องน้ำแค่ 2 ห้อง   Master Room เค้าก็ใช้ของเค้าไป Second Room and Living Room นี่สิ แย่งกันชิบหาย แล้วแม่งอาบน้ำกันอย่างนาน ตอนเช้า ปวดขี้ ปวดเยี่ยวนี่แทบจะอยากจะไปเยี่ยวทับที่นอนไอ้คนที่อยู่ในห้องน้ำกันเลยทีเดียว…  แน่นอนว่ามันถูก (รึเปล่า) แต่ว่ามันก็แออัดกันสุดๆ คิดดูพื้นที่ของเกรียงมีแค่ เตียงขนาด 3x6 แล้วก็ตู้เสื้อผ้าแบบเหล็กต่อกัน ซึ่งใช้ไป ใช้ไปก็ล้ม ก็เอนกันไป แล้วก็มาต่อใหม่…. นี่หรือชีวิตนักเรียนนอกของกรู….  คิดๆ ดูแล้ว ตอนอยู่บ้านพี่เอ กูสบายกว่านี้เยอะเลย แค่ลำบากตอนเดินทางกลับ (ซึ่งก็ไม่ลำบากมากเลย บ้านใหม่ลำบากกว่าอีก) บ้านพี่เอ ตรง Enmore Rd ใกล้สถานีรถไฟ, Bus ก็ผ่านตั้งหลายสาย….. กูย้ายมาลำบากทำไมเนี่ย…แถมค่าครองชีพเพิ่มอีกต่างหาก….  แต่ก็ไม่เป็นไร…. ถือว่าเป็นประสบการณ์…. บางคนแย่ยิ่งกว่าเราอีก อยู่ Master จ่ายแพง แต่ว่า แทบจะไม่มีพื้นที่อะไรให้เลย นอกจากที่นอน….

    แอนก็หาบ้านแทบเป็นแทบตาย…. จริงๆ ถ้าน้องมาแล้ว ยังหาบ้านไม่ได้ เกรียงก็ว่าจะออกไปอยู่คนเดียว… อยู่ได้อยู่แล้ว ราคาขนาดบ้านพี่เต้ยเนี่ย เผลอๆ แออัดน้อยกว่า แล้วก็ถูกกว่าด้วยซ้ำ…  อันนี้ Internet ก็ใช้ไม่ค่อยจะได้ด้วย (ไม่เคยใช้ต่อจาก Laptop ได้เลย)   ตอนเช้ามาก็ต้องมาทนฟังเสียงคนทำกับข้าว แล้วถังขยะก็เต็มทุกวัน ไม่เอาไปทิ้งด้วย… กูแทบจะไม่เคยทำกับข้าวเลย… ขยะกูทิ้งไม่ขนาดพวกมึงแน่ๆ  

              สรุป ยังไม่เข้าเรื่องหาบ้านซักที  แอนก็หาแบบ Sign เองกับ Agency  เอกสารอะไรก็ไม่มี เงินก็น้อย… เศร้า  จะให้คนนู้นคนนี้ช่วยก็ลำบากเหลือเกิน…. จริงๆ เกรียงก็มีนะ แต่ว่า ไม่อยากรบกวนเค้าอ่ะ… ถ้าให้เค้าช่วยนี่ ได้แน่ๆ อ่ะ (ถ้าเค้าช่วยนะ เพราะเราไม่ได้เป็นอะไรกับเค้าอ่ะ เค้าจะช่วยเราทำไม)   สุดท้ายก็มาได้บ้านตรง Randwick  ก็ไม่ไกลจากที่ทำงาน…. รถบัสก็ผ่านหลายสาย….Randwick Junction ก็ค่อนข้างดี และเจริญ ของก็ถูกกว่าในเมือง…. เดินทางไปได้หลายที่ ถ้าอยากไป รถบัส วิ่งทั้งคืน… โคตรดี….   ข้อเสียคือ ไม่มีรถไฟ… แต่ก็ไม่เป็นไร    ก็กลับมาใช้ ตั๋ว Red Weekly เหมือนเดิม…. ไม่เป็นไร ดี จะได้ไปเที่ยวนู้น เที่ยวนี่ได้ตามใจ….  

                        ตอนแรกที่จะย้าย ก็คิด เฮ่ย มันจะดีเหรอวะ ไกล อยากอยู่ในเมือง (ติด Life style ในเมืองอ่ะ) ที่เรียน ก็อยู่ในเมือง เพื่อนก็อยู่ในเมือง ศูนย์กลางการ คมนาคมขนส่ง ก็อยู่ในเมือง   แต่พอมาอยู่แล้ว เฮ่ย มันก็เจริญนี่หว่า  บ้านก็ดี โอเคเลย …. ตอนเข้ามา ไม่มีอะไรเลย… UNfurnish คืนแรก นอนกับพื้น ปูผ้า แล้วก็โคตรจะหนาวเลย….

       

             วันที่ย้ายเข้ามา เหนื่อยกันสุดๆ…. ย้ายเสร็จ คืนรถ ก็ตีสาม  นอนก็หลับๆ ตื่นๆ เพราะว่ามันหนาวมากก แล้วก็นอนกับพื้นด้วย….  (พื้นพรม แล้วก็ปูผ้าบางๆ) 

     วันต่อมา แอนกับเป๊บซี่ออกไปข้างนอก พอกลับมา ก็บอกว่า เฮ่ยมีคนทิ้งของ…. ก็ไปดูกัน มีตู้เย็น เตียง Heater ทิ้งของเยอะอ่ะ   ก็เก็บตู้เย็นมาทดลอง เฮ่ย ใช้ได้นี่หว่า  Compressor ทำงาน  ลองดูสิว่าจะเย็นมั๊ย ก็เย็นนะ  อิอิ เสร็จ   แล้วก็ไปเก็บเตียงมา  สภาพไม่ดีมากนัก แล้วก็กลัว Bed Bug ด้วย  แต่ก็ทิ้งไว้ แล้วก็ไม่เห็นมีอะไร ก็เลยมาลองใช้ดูคืนนี้….  ถ้ามีก็ทิ้งไป   จริงๆ เตียงแถวบ้านทิ้งเยอะมาก สภาพดีๆ ก็มี Queen size ด้วย แต่ขี้เกียจเก็บมาแล้ว….    คือรู้สึกตื่นเต้นว่ะ เวลา เดินตามท้องถนนแถวบ้าน แล้วมีคนเอาของมาทิ้ง…. แรกๆ ก็รู้สึกอายเหมือนกันนะ แต่คนอื่นก็ทำกัน ของบางอย่างมันยังใช้งานได้ดีอยู่ แค่มันเสียนิดๆ หน่อยๆ แต่เจ้าของก็เปลี่ยน… เพื่อนไปเก็บ Microwave กับ เครื่องซักผ้ามาได้ด้วย  สุดยอด แล้วก็เก็บพวกชั้นวางของมากมาย สภาพยังดี แล้วก็สวยๆ ด้วย….. แน่นอนของพวกนี้ มันก็ต้องแย่งกันหน่อย เพราะบางคนก็เป็นขาจรแบบเกรียง แต่ที่น่ากลัวเป็นพวกมืออาชีพ พวกนี้เอารถมาขนกันเลยทีเดียว….   ดูเหมือนน่าอนาถานะ… อยู่เมืองไทยก็คงไม่ทำ   แต่ก็รู้สีกสนุกนะ กับการขนของเข้าบ้าน จาก Unfurnish ตอนนี้เป็น Full Furnish ไปแล้ว hahaha  

May 22

Nuchy in Sydney and My current Life….at new School

   จริงๆ แล้วเจอนุชตั้งหลายวันแล้วแหละ จนนุชจะมี Syndey อีกรอบแล้ว กูยังไม่ได้อัพเลย  ก่อนหน้าจะเจอนุช ก็มีไปเจอหลี หลีมาเรียนภาษาที่นี่ แล้วก็ตัั้งใจจะทำตามความฝัน… ไม่ได้เจอหลีอีกเลย… ดูจะยุ่งๆ อยู่ ชีวิตที่นี่มันก็เป็นแบบนี้แหละ… มีอะไรให้ทำเยอะแยะไปหมด เพราะว่า เราต้องช่วยตัวเอง ดูแลตัวเอง ไม่มีใครมาคอยดูแลเราเหมือนอยู่เมืองไทย…. 

 

    จำได้ว่า นุชว่าวันอาทิตย์ที่ 5 May 09    วันนั้นไปนอนบ้านเพื่อน… พร้อมกับอารมณ์เศร้าๆ   แต่ก็ยังดีที่ได้เจอนุช ช่วยให้เราหายเหงา หายเศร้าไปได้เยอะเลย….

  ไปหานุชที่โรงแรม ตอนเที่ยง พาไปเดิน Opera House  ขำตัวเองตรงที่ไปซื้อ Ice cream ,Gelatissimo ให้นุช แล้วคนขายมันพูดอะไรก็ไม่รู้ ฟังไม่ออก (แต่พอจะเข้าใจแหละ) แต่เพื่อความแน่ใจเลย ถามมันอีกรอบ ก็ยังไม่รู้อีกว่ามันพูดว่าอะไร ถามมันอีกรอบ มันก็เลยบอกว่าไม่เป็นไร… ฮาว่ะ กรู ภาษาอังกฤษกระจอกมากมาย  แต่ว่าคนขายมันไม่ใช่ฝรั่งอ่ะ มันเป็นเกาหลี ฟังยาก…

แล้วก็ตั้งใจจะพาไปกิน Pancake on the Rock (ค่อนข้างมีชื่อเสียง)  ก็เดินไป ถ่ายรูปนิดๆ หน่อยๆ   ไม่ได้มีอะไรมากนัก แดดแรงอ่ะ  แล้วก็เดินไปย่าน The Rock  เพื่อไปร้าน Pancake  ไปถึง คนเต็มครับ  นุชบอกว่า เคยมาแล้ว… เออ งั้นไปไหนกันดี…  ลังเล ลังเล ก็เลยพอไป Bondi Beach ไปกิน Hurricane Grille ดีกว่า เค้าบอกว่า Pork Ribs ที่นั่นอร่อยมากกกก   ไปถึง หาดบอนได เออหาดแม่งใหญ่ดีว่ะ  เพิ่งเคยมาครั้งแรกเหมือนกัน…   หาร้านไม่เจอ ก็ถามเค้าเอา นุชมันก็กล้าถาม ฮา สุดท้ายก็เจอจนได้ แล้วก็สั่งกันมา จานนึง แชร์กัน เพราะค่อนข้างแพง แล้วจานก็ใหญ่ด้วย   รายละเอียดในการสั่ง ยุ่งยากเหมือนกัน… แต่ก็พอจะเข้าใจอ่ะนะ ร้านอาหารระดับนี้…  Pork ribs  ที่กิน… ไม่ประทับใจนัก.. แต่ก็โอเค จานมันใหญ่มาก แต่ว่าเนื้อมีนิดเดียว มีแต่กระดูก เฮ้อ  แล้วนุชก็เปรี้ยว อยากกินเบียร์  แต่ไม่รู้ว่า ยี่ห้ออะไร สุดท้ายคือ Pure Blonde  เคยกินแล้วกับเพื่อนแต่ว่าจำไม่ได้….  นุชบอกว่าแรง จริงๆ มันก็ Alcohol 5% แหละ แต่ว่ากลิ่นมัน… จริงๆ เกรียงก็กินได้ว่ะ แต่ก็ซัดไปหน้าแดง (ทั้งๆ ที่กินไปขวดเดียว…)   สรุปเมา… ฮ่า ฮ่า ค่าอาหารมื้อนั้น 70$  ถือว่าแพงนะ…

จากนั้นก็นั่งเล่น เดินเล่น ที่หาดบอนได เห็นคนเล่น Surfboard เล่น Frisby เล่นกันเก่งมากๆ เลยว่ะ  ทั้งๆ ที่อากาศก็หนาวนะ แม่งก็ยังเล่นกันได้…. อยู่จนถึง 6 โมงเย็น มืดเร็วมาก…  แต่ก็ยังมีคนเล่น Surf อยู่

  นั่งรถกลับเข้าเมืองแล้วก็ ไปส่งนุชที่โรงแรม เราก็กลับบ้าน นอน…. เหนื่อย…..

 

    ตอนนี้ชีวิต สุดแสนเศร้า  ชิบหาย… เหลือวันทำงานแค่ 5 วัน…  เศร้าง่า

แต่ก็ดี จะได้มีเวลาว่างเยอะ ตั้งใจเรียนได้มากขึ้น 5555  เพราะตอนนี้ เรียนหนัก แล้วก็ยากกว่า ตอนเรียนภาษาเยอะเลย… ถึงแม้ภาษาเกรียงจะค่อนข้างดีก็ตามเถอะ… แต่ก็มิได้นำพา…     แต่ห้องใหม่ก็ดี.. เพื่อนกลุ่มเดิมๆ  กับเพื่อนกลุ่มใหม่ๆ สนิทกันเร็วดี…  ช่วงนี้ก็ไปไหนมาไหนกับเพื่อน เกาหลี จีน แล้วก็ ซีเรียนบ่อย  วันอังคาร กับ พุธที่ผ่านมาก็ไปเดินเล่นในห้างกับเดินเล่น Opera house  กันมา…. ว่างอ่ะ  ดีจะได้ไม่เหงา.. เฮ้อ  ไม่งั้นวันหยุด 2 วัน ก็คงไม่มีความหมายถ้า กลับมาบ้านแล้วนอนอย่างเดียว…

 

    วางแผนที่จะไป Melbourne กับพวก Rey and Mohammed ,Booked Flight ไว้แล้วด้วย….  เหลือแค่ที่พักอย่างเดียว…    ไปเดือนกรกฎาคมนี้….P1000906    อันนี้อยู่ที่ Circular Quay  อ่านว่า คีย์นะ ไม่ใช่ ค.ว.ย

P1000912   ที่หาด บอนได ตอนเย็นแล้ว น่าจะประมาณ 4-5 โมงเย็น  (เริ่มมืดแล้วอ่ะ)

SNC00049   อันนี้ Pork Rib ของเกรียง ใหญ่ป่ะ… เนื้อนิดเดียวเอง แสรดดด

SNC00151  Erpin , Mohammed and Rey

April 21

Easter Show : Olympic Park >You Should go,but I don’t think so na

   เมื่อวาน (21 Apr 09) แอน เป๊บ พี่บอย แล้วก็เกรียง นัดกันไป Olympic Park เพื่อจะไป Easter Show เป็นงานที่แสดงผลงาน, ผลิตภัณฑ์, วัฒนธรรม ของคนที่นี่  นอกจากนี้ยังมี การแสดง เครื่องเล่น ของเล่น เกมส์ มากมาย    พูดง่ายๆ ก็งานวัดบ้านเราแหละ แค่เครื่องเล่น มันเป็นเครื่องเล่นเหมือนสวนสนุก (Coca Cola Festival ที่เคยมาเปิดที่บ้านเราแหละ)    กว่าจะออกกันไปได้ก็เกือบเที่ยง แล้วก็ต้องรีบกลับมาถึงเมืองก่อน บ่ายสาม เพราะต้องไปทำงาน (แอน กับ เป๊บ หยุด สบายนะเมิง)   ก็นั่งกิน Chat Thai แบบ ชิลๆ เพราะฝนตก กินเสร็จ อากาศแจ่มใส   เดินไปขึ้นรถไฟ เพื่อไป Olympic Park ที่นี่เวลามีการจัดงานใหญ่ๆ เค้าจะเปิดรถบริการพิเศษให้เสมอ แล้วก็มีการประชาสัมพันธ์บอกแทบจะทุกๆ 5 เมตร  มึงหลงได้นี่มึงเก่ง  แต่ว่าเราก็เสียค่าโง่ไป เพราะว่า เราไม่รู้ว่า ค่าบัตรราคา 32$ นั้น รวมค่าตั๋วรถไฟ รถบัส และ เฟอรรี่ไว้แล้ว  ทำให้เสียเงินซื้อตั๋วรถไฟแบบ Return 9$   แต่ไม่เป็นไร (จริงๆ เกรียงรู้ แต่ว่าก็ไม่มั่นใจมาก แล้วไม่ได้เป็นคนซื้อด้วย  ที่รู้เพราะ Tash เอา Information มาให้ดู)  

สรุปไปถึงจะเข้าก็ต้องเสียค่าบัตร 32$ อยู่ดี ไม่เป็นไร  เดินๆ ไปก็มีของขายมากมาย (งานวัดเลยแหละ) แต่ของก็ดูดีมีระดับแหละ เนื่องจากเวลาน้อยเราเลยไปเล่น เครื่องเล่นกันเลย พวกงานแสดงผลงานบ้าบออะไรนั่น กูไม่สน  ระหว่างทางก็มี Parade ให้ดู  เป็น Parade เล็กๆ คงไม่ใช่ Grand Parade ไม่ได้ดูด้วยว่า Grande Parade มาวันไหน เวลาไหนบ้าง  เพราะแต่ละวันก็จะ Theme ที่ต่างกันออกไป  ฉลาดมั๊ย การตลาดเค้า   แต่ก็อย่างที่บอก  กูมาเพื่อมาเล่นเครื่องเล่น กับ ดูเฉยๆ ว่ามันมีอะไรบ้าง

P1000866     ชิงช้าสวรรค์ (Ferris Wheel)  ไม่ได้ขึ้นเล่นนะ แค่ดูเฉยๆ

P1000875   Parade อันนี้ผี น่ารักดี

P1000884

P1000885

P1000889  โรงแรมผี เฉยๆ มาก   เมืองไทยน่ากลัวกว่าเยอะ

P1000890  อันนี้เล่นว่ะ เสียวสุดๆ  เห็นท้องฟ้าสีสวยมากๆ ถือว่าโชคดี เพราะว่าฝนตกทั้งวัน

P1000894

P1000895

 

ก็มีเกมส์ให้เล่นแหละ แบบคล้ายๆ สวนสนุก เหมือนไป Dream World เล๊ย  แต่ว่าราคานี่โคตรจะแพง อย่างละ 6S-15$ แต่ต้องซื้อตั๋วก่อนนะ   

 

สรุปแล้ว ก็ไม่ค่อยมีอะไรมากนัก ของราคาค่อนข้างแพง (แค่ค่าเข้าอย่างเดียว ยังไม่ได้ทำอะไรก็แพงแล้ว)  อาจจะเพราะมีเวลาในการชมน้อยก็ได้ เลยไม่ได้ดูกิจกรรมอื่นๆ ที่มีอีกมากมาย  เราเลยรู้สึกไม่ค่อยคุ้มมากนัก    แต่ก็ถือว่า เป็นประสบการณ์ที่ดี 

 

http://www.eastershow.com.au/index.html

ใครสนใจเข้าไปดูที่เวป ของเค้าก่อนแล้วกันนะครับ วันนี้วันสุดท้าย (อ้าว ทำไมกูเพิ่งมาบอก แสรดด)