Peerawas's profileKriang's spacePhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    November 08

    I BACKed

      หลังจากที่หายไปนาน เนื่องจากต้องเข้ารับการผ่าตัดที่มือซ้าย เนื่องจากลื่นตกบันได ตอนที่กำลังถือถุงขยะลงไปทิ้ง แล้วมือก็ดันไปกดเข้าที่ขวดแก้วที่แตก ปรากฏว่า เส้นประสาทที่นิ้วชี้ขาดครับผม  ต้องเข้ารับการผ่าตัดเลย ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว แต่ก็ยังมีอาการชาอยู่ แล้วก็คิดว่ามันคงจะไม่สมบูรณ์อย่างแน่นอน เศร้ามาก  ถ้ามองโลกในแง่ดี ก็ถือว่าเราได้ประสบการณ์ที่ดีนะ  เช่นการรออย่างอดทน 2 ชั่วโมง ปล่อยให้เลือดหยดติ๋ง ติ๋ง เพื่อให้หมอ(ฝึกหัด) ทำแผลแล้วก็บอกว่า เออนอนที่นี่นะ แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้จะมีหมอมาดูให้อีกที หรืออย่างพยาบาลที่ถามเราว่า ฉีดยาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ แต่ไม่ได้ถามกูเลยเกี่ยวกับ บาดทะยัก (Tetanus) คือพยายามฟังคำนี้อยู่ แต่ไม่เห็นแม่งถามมาเลย แสรดด  

    แต่ก็ได้รับการบริการที่ค่อนข้างดีหลังจากนั้น  แล้วก็ประทับใจมากๆ  นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้ศัพท์ทางการแพทย์ขึ้นมาอีกนิดหน่อย ฮ่าฮ่า   

     

      ตอนที่ผ่าตัดเสร็จ คิดจะกลับบ้านแล้วเชียว แต่ก็ขอบคุณ เพื่อนที่บ้านที่ช่วยให้กำลังใจ ทำให้เรารู้สึกว่า เออ อยู่สู้ต่อสิฟะ    แล้วก็ช่วยทำเรื่องให้ เรื่องเงินที่ทางร้านจะต้องจ่ายให้เราตอนที่เราหยุดงาน เพราะมันเป็นความรับผิดชอบของร้าน  

     

      หลังจากนั้นก็มีไปเที่ยวกับเพื่อนมากมาย ทั้งไป Canberra กับเพื่อนที่บ้าน Upload รูปแล้วไว้ใน Facebook    ไปเที่ยวสวนสัตว์ Feather Dale Wildlife Park กับหลีอีกรอบนึง  ไปถ่ายรูปที่ Botanic Garden ได้รูปที่สวยมากมาย ขอบคุณ Hollie     แล้วก็มีไป Blue Mountain แล้วก็ไปค้่างคืนที่นั่นกับ Hollie, Ray and Mohammed  ก็รู้สึกดีนะ

       มีไป Mittagong กับเพื่อน แล้วก็ค้างคืนที่นั่น  เป็นอะไรที่มีความสุขมากๆ  

     

      ย้ายร้านจาก Coogee ไป Kensington ข้างๆ U NSW   ก็ดีนะ  แต่ดีใจยิ่งกว่าที่เจอ พี่อ๊อฟ เป็นพี่ที่เรียนที่ศิลปากรด้วยกัน จบพร้อมกันแล้วเค้าก็มาเรียนต่อที่นี่  จะว่าอิจฉาก็ว่าได้ ที่บ้านเค้ามีเงินพอที่จะเรียน U ได้    แต่เราก็เชื่อมั่นในศักยภาพของเรา ที่แม้เราไม่ได้เรียน ป.โท เราก็สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้เช่นกัน  ไม่เชื่อว่าการศีกษา มันคือช่องทางเดียวที่จะประสบความสำเร็จ  แต่เชื่อว่ามันเป็นแค่การเพิ่มโอกาส เท่านั้นเอง……  

    จริงๆ จะมาอัพก็ได้ตั้งนานแล้วนะ แต่ติดเล่น Facebook  อะไร อะไรก็ Facebook   ว่าจะอัพอะไรไว้ใน Facebook เหมือนกัน แต่ว่าคงเป็นภาษาอังกฤษ ถือว่าเป็นการฝึก Writing ไปในตัว แล้วเพื่อนใน Facebook ก็มีเพื่อนต่างชาติด้วย  

     

      วันก่อนเดินผ่าน David Jones ปีนี้ Themes ของ Christmas เปลี่ยนไปอีกแล้ว เป็นเพลงต่างๆ น่ารักดี  เฝ้าคิดว่าปีหน้า Theme จะออกมาแนวไหน  ก็น่าตื่นเต้นดี   จำไม่ได้แล้วว่าปีที่แล้วเกี่ยวกับอะไร คุ้นๆ ว่า วันที่พระเยซูประสูติ หรือยังไงนี่แหละ   หรือวันต่างๆ ในช่วง Christmas

       คิดๆ ดูแล้ววันเวลามันก็ผ่านไปเร็วจริงๆ ว่ะ  เฮ้อ     ตัดสินใจอยู่ว่าจะกลับไทยดี หรือจะอยู่ที่นี่ต่อดี    คิดไม่ตก แต่อยากกลับไทยแล้วอ่ะ  เหมือนอยู่ที่นี่ก็อยู่ไปวันๆ ไม่ได้อะไร เก็บเงิน จ่ายค่าเทอม  แล้วก็เริ่มเก็บใหม่ แล้วก็จ่ายค่าเทอม  เฮ้อ   แต่ถ้าอยู่ไทย เราก็คงไม่ได้ใช้ชีวิตลำบากแบบนี้แน่นอน คิดแล้วก็เศร้าว่ะ  เอาไงกับชีวิตดีวะ แต่ละที่มีข้อดี ข้อเสีย แตกต่างกันไป   

    July 30

    I’m Fucking Stupid….Person….

          ชีวิตช่วงนี้ก็ไม่มีอะไรมากมาย…. ยกเว้น…. ทำตัวโง่เอง…   สองวันก่อน เข้าห้องน้ำที่โรงเรียน ระหว่างที่กำลังติดกระดุมกางเกง ก็เหมือนมีอะไรหล่นลงไปในโถส้วม อะไรวะ !!! เหี้ย มือถือกูนี่หว่า… จับขึ้นมา ยังโง่ เอาน้ำล้างอีก ด้วยความมึน  (จริงๆ แค่ฉี่นะ)   แล้วก็กะว่าจะใช้ Hand Dryer  เป่า  อ้าวเสือกไม่ติด  เหี้ย  ใช้ Paper Towel เช็ด สักพัก อ้าวจอ Touch Screen ใช้ไม่ได้แล้ว    พอดี Ray บอกว่า เออ ไปศูนย์ Samsung ที่ Granville   

        วันต่อมา ก็เลยไปกันหลังเลิกเรียน…. ไปถึง เจ้าหน้าที่ มันก็เปิดตรงที่ Charge Battery  ให้ดู เอ่อ  สนิมกินแล้วง่า  Environment corrosive  มั๊ง ที่ฟังออก แสรดดด แล้วก็บอกว่า ถ้าจะซ่อมประมาณ 700$  แสรดดด กูซื้อใหม่ ในราคาที่ถูกกว่าประมาณ ครึ่งนึงได้  

       แต่เพื่อนโทรมาบอกว่า เค้าซ่อมได้ มั๊ง….    ก็คงจะเอาให้เค้าเอาไปซ่อมก่อนแหละ    

       แต่ถ้าส่งไปไทยเนี่ย ก็ซ่อมได้แน่นอน แต่ก็กลัวว่า มันจะเอาอะไรของกูออกไปรึเปล่า….   ไม่ค่อยมั่นใจ MBK เท่าไหร่นะ

     

        ในวันเดียวกันก็ไปแวะที่ Strathfield  กับ Ray แล้วก็ Mohammad    ก็นั่งดูนู่นดูนี่ นักเรียน สาวๆ หนุ่มๆ มัธยม  น่าร้ากกกกก  เกาหลี เยอะจริงๆ  ฮ่าฮ่า  อารมณ์ดีขึ้นเยอะ หลังจากมือถือพัง   แต่ก็น่าเศร้านะ  เดินกันมาเป็นคู่ๆ แสรดดด  

      

        แล้วก็ไปร้อง คาราโอเกะ กัน  อ่านมะออก แถม index ทำให้ หาเพลงยากด้วย     แต่ก็หนุกดี     สักพัก Hollie ก็มา แล้วก็ไปกินข้าวกัน  แล้วก็กินเบียร์สัก สองแก้ว แล้วก็กลับ…. 

         ระหว่างกินข้าว  ก็คุยกันเรื่อง เวลากินข้าวเย็นเนี่ย มันผ่อนคลาย แล้วก็นั่งคุยกัน สบายๆ    แต่  Ray บอกว่า คนเกาหลี กินข้าวเช้า 5 นาที กลางวัน 5 นาที เย็น 10 นาที  ทำงาน ตั้งแต่เช้าถึงเย็น    เค้าสร้างประเทศของเค้าจาก ไม่มีอะไร จนเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่พัฒนาแล้ว….    เค้าไม่มีกล้วย ไม่มีต้นมะพร้าว หน้าหนาวก็หนาวโคตรๆ    ไม่แปลกที่เวลาเค้าไป เมืองไทย เค้าจะบ้าต้นมะพร้าว ต้นกล้วย  ฮ่าฮ่า   แต่ก่อน กล้วยที่เกาหลี ขายลูกละ 5$  เอ่อ มันโคตรจะแพงเลยว่ะ  เพื่อนจะได้ก็ต่อเมื่อสอบได้ที่หนึ่ง   โห    เราเด็กไทยฟังแล้วก็ โห เออ ว่ะ  เมืองไทยแม่งมีทุกอย่าง ถ้าอยู่ต่างจังหวัด เราไม่มีอะไรเราก็มีชีวิตอยู่ได้  แต่มันก็ทำให้เรากลายเป็นคนขาดความกระตือรือร้น ประเทศก็เลยไม่พัฒนาสักที ทั้งๆ ที่ทรัพยากรของเราดี (ยกเว้นทรัพยากรบุคคล) ฮ่าฮ่า

    July 16

    Melbourne Trip

      นี่อาจจะเป็น Blog ที่ยาวที่สุด ตั้งแต่ทำ Blog มาเลย….  เพราะมีเรื่องราวมากมายให้พูดถึง…

        มันเริ่มตั้งแต่ เราอยากไป Melbourne ตั้งนานแล้ว  เพราะว่า ไหนๆ ก็มาที่นี่แล้ว อยากใช้ชีวิตให้มันคุ้ม Life is short…. นะ มันคงไม่มีค่าอะไรเลย พอเรากลับไปเมืองไทย แล้วบอกว่า อ้อ ผมทำงานไป เรียนไปครับ  เก็บตังได้ตั้งเยอะ ตั้งแยะ… แต่ไม่ได้ออกไปเห็นโลกอันกว้่างใหญ่   รู้สึกอิจฉา เพื่อนเกาหลี ที่ไปด้วยกันมาก   มันไปมาหลาย ประเทศ  มีเพื่อนต่างชาติมากมาย…   ไม่รู้ทำไม มันมีเงินเก็บ เยอะขนาดไปเที่ยวต่างประเทศ ได้บ่อยขนาดนั้นนะ 

        Trip นี้ เริ่มจาก Ray (Ham Hong Sig)  ชักชวนเพื่อนๆ ใน class ว่า ไป Melbourne กันเถอะ   เพื่อนหลายๆ คนสนใจ… แต่พอเห็นราคา ประมาณ 800$ ก็ถอยกันไปหมด… ตัวเราเองก็คิดว่า มันเยอะว่ะ  แต่ว่า เฮ่ย อยากไปอ่ะ  สรุป เหลือกัน 3 คน เกรียง Ray and Mohammed (เพื่อน Syrian) 

        พอดี รู้จักกับ Roy ฝรั่งที่เค้าอยู่ Melbourne   แล้วเค้าก็บอกว่า เฮ่ย ถ้ามากัน 3 คนอ่ะ เค้ายินดี ช่วยเหลือนะ  ตอนแรกก็เกรงใจ แต่เค้าก็ยังยินดีที่จะช่วยเหลือ เพราะเค้าบอกว่า เค้าชอบที่จะช่วยเหลือคน…. แล้วเค้าก็ว่างด้วย (น่าจะว่างมาก เพราะทำงาน แค่ 7 วันต่อเดือนเองมั๊ง)  เค้าบอกว่า มันมีสำนวนของภาษาอังกฤษ ว่า “There is more happiness in giving than in receiving”   ก็คงเหมือนเราแหละ  เรามีความสุขจากการให้

        Ray ก็จองเครื่องบินให้อย่างรวดเร็ว เพราะว่า มันเป็นช่วง School Holiday ซึ่งทุกคนจะออกไปเที่ยวกันเยอะมาก (ซึ่งมันก็จริง)   แล้วเราก็ติดต่อกับ Roy ว่าจะไปไหนกันบ้าง คุยกับเพื่อนที่จะไป  …. เสียดายที่ Hollie ไปไม่ได้ ถ้า Hollie ไปได้  คงจะได้ภาพสวยๆ กว่านี้มาฝาก    แต่ภาพที่ Roy ถ่ายมาก็สวยดีแหละ ทำให้เรารู้สึกเลยว่า กล้อง DSLR นี่มันถ่ายออกมาแล้วสวยกว่า กล้อง Compact จริงๆ    

     

         สายการบินที่จองคือ Tiger Airway  ตั๋วไปกลับ ประมาณ 160$   ก็ไม่รู้ว่าถูกหรือแพง ครั้งแรก… แต่คิดว่าไม่แพงมากหรอก  วันที่จะไป ตอนกลางคืน แอน ชวนไปกินอาหารเกาหลี แล้วดันไปต่อ Karaoke  ชวนแก๊ง พี่เต้ย ที่อยู่ที่ C-Bar มาจอย  มันกันมากๆ  กว่าจะถึงบ้าน ตีห้า   พอถึง 8 โมง ได้รับ SMS จาก Ray บอกว่า Mohammed อยู่ Central station เพราะว่า โกหก น้า ว่า ออกไปทำงานที่ Newcastle ตั้งแต่ตี 5  ก็เลยพามันมาที่บ้าน   พอถึงเวลา Ray บอกว่า มันเป็น Haemorrhoid มันคืออะไรก็ไม่รู้ แต่ว่าเป็นที่ตูด ก็คงเป็น ริดสีดวงล่ะมั๊ง     แต่ Ray ก็ยังไป เพราะว่า ทุกอย่างอยู่ที่ Ray   Trip จะไม่เกิดขึ้น ถ้า Ray ไม่มา…  เพราะ Mohammed ก็ไม่ได้อยากมาเหมือนกัน  เฮ้อ

        สุดท้ายก็มาถึง Melbourne โดยสวัสดิภาพ หลับตลอดการเดินทาง เพราะเหนื่อย แล้วก็ง่วงสุดๆ  Landing ที่สนามบิน Tullmarine Terminal 4   บอกตามตรงว่า เฮ่ย บ้านนอกมากกก  นี่หรือ Melbourne  แล้วเราก็โทรหา Roy  แล้วก็รับเราไป Apollo Bay เย้

     

       พอพ้นสนามบิน เล็กๆ แห่งนั้นมา ก็พบว่า เฮ้ย บ้านเมือง ที่นี่ ดูดีกว่า Sydney อ่ะ ไม่ว่าจะเป็น ถนนก็กว้างกว่า แล้วดูเหมือนจะเหลือที่ไว้ขยายได้อีก ทั้งๆ ที่มันก็ 8 เลนแล้วนะ, วิวก็สวย ถูกออกแบบมาอย่างดี ก็อย่างว่าแหละ มันเป็นเมืองที่สร้างมาทีหลัง มันก็ต้องมีการออกแบบ วางแผนมาเป็นอย่างดี, ตึก ราม บ้านช่อง ก็ถูกออกแบบมาให้ดูดี สวยงาม   ทุกอย่างดีหมด  ระหว่างทางก็พูดคุยกับ Roy ไป เอ่อ ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่นัก ภาษากรูไม่แข็งแรง ฮ่า ฮ่า    ได้แต่ Yes, no , ok ไปตามประสา ฮ่า ฮ่า   (แต่พอหลังๆ ก็ฟังเข้าใจเกือบหมดนะ เหมือนหูเริ่มปรับตัวได้)     ระหว่างทาง Roy ก็แนะนำนู้น นี่ไป ตามประสา คนที่เค้าอยู่ที่นี่ แล้วก็รู้เรื่องประวัติศาสตร์เป็นอย่างดี เราก็คงแนะนำอย่างนี้กับเค้าเช่นกัน ถ้าเค้าจะไปเที่ยวไทยกับเราบ้าง….   ก็ถ่ายรูปกันไปตามประสา…   ถนนค่อนข้างมีทางคดเคี้ยวเยอะ ก็สร้างความลำบากในการเดินทางพอสมควร….

       อย่างตอนที่ไปแถว Lorne ตรงนี้ก็มีชื่อเสียง แต่ว่าเราไม่ได้แวะพัก (จริงๆ ความตั้งใจของ Roy ขากลับจะมาทางนี้นะ แล้วแวะดูอะไรนิดหน่อยแหละ แต่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝัน) ที่ Lorne จะมี Lighthouse อยู่ เราสามารถขึ้นไปได้ (แต่ต้องเสียตัง) เนื่องจากสมัยก่อน แถวนี้มีเรือขนส่งสินค้า มากมาย ขณะที่ทะเลแถวนั้นก็นี้แต่โขดหิน มากมาย เรือล่มกันเป็นแถว ขนาดจนถึงตอนนี้ก็ยัง กู้ไม่หมด  ก็ต้องมี Light house เพื่อช่วยส่องไฟให้เรือในเวลากลางคืน….

       สุดท้ายก็ไปถึง Apollo Bay โดยสวัสดิภาพ  Check in ที่ Motel ราคา 170$/night ก็ไม่แพงมาก  อยู่กันได้ 6 คนสบายๆ เลย…. มีครัว มีห้องน้ำใหญ่มากๆ    Ray เจ็บมาก ก็เลยไม่ออกไปไหน  Kriang , Roy and Mohammed เลยออกไปซื้อของกินกัน เผื่อ Breakfast   แล้วเราก็ออกไปกินข้าวเย็น กับ Roy  เพราะว่าอีกสองคน ไม่อยากออกไปไหน   พอกินเสร็จ อ้าว ร้านอื่นปิดหมดเลย  ปิดกันเร็วมากๆ  เลยต้องทำกับข้าวให้ไอ้สองคนนั้นกินกัน เศร้า…. 

         แล้วก็นั่งดู TV กันอีกนิดหน่อย เรื่อง Music and Lyrics   เพิ่งเคยดูครั้งแรก  ก็สนุกดีนะ  Ray and Mohammed หลับไปตั้งนานแล้ว…   วันนั้นนอนหลับสนิทมาก เพราะว่าเหนื่อยสุดๆ แล้วก็ได้นอนแค่ 3 ชั่วโมง      ทั้งๆ ที่ Mohammed นอนกรนเสียงดังมาก  ตื่นขึ้นมาอีกที ตอนเช้า ก็ Good morning กับทุกคนแล้วก็ อาบน้ำ ทำ Breakfast มากิน…. วันนี้ เราจะไป Port Cambell กัน   ไปดู Twelve Apostles หรือไปดูก้อนหิน นั่นแหละ     แต่ระหว่างทางที่ไปเนี่ย โคตรไกล แต่ว่าไม่เบื่อเลย เพราะว่า บางทีก็ขับรถ ชมความงามของทะเล แล้วท้องฟ้าที่แจ่มใส แล้วก็ขับไปชมความงาม และความอุดมสมบูรณ์ของป่า และพื้นที่ Farm   ได้เห็นพื้นที่กว้างๆๆๆๆ มีเลี้ยงสัตว์ทั้ง แกะ วัว ม้า ข้างๆ มีบึงใหญ่ๆ  อะไรมันจะสวยขนาดนี้  เพื่อนบอกว่า วิวนี้เค้าชอบมาก เหมือน Scotland เลย….  คือไม่เคยไปอ่ะ ก็เออ ออไปก่อน….  ฮ่าฮ่า  แถวนี้เค้าเรียกว่า  Glenaire มั๊งGORJuly09 008

     

    สักพักก็ไปถึง Twelve Apostle ตรง Gibson step เท่าที่เข้าใจนะ เนื่องจาก คลื่นพัดเข้าหาฝั่ง ด้วยความแรงสูง เป็นเวลาหลายพัน หลายหมื่นปี ทำให้ โขดหิน หน้าผา ถูกซัดกร่อน กลายเป็นรูปร่างต่างๆ กันไป…. ระหว่างทาง Roy ก็เล่านู้นเล่านี้ให้ฟังอีกแหละ เช่น ถนนตรงนี้นะ ใช้คนขุด เออ แม่งโหดจริงๆ ว่ะ หินทั้งนั้นเลย

     

    GORJuly09 012  ภาพจากตรง Gibson Step สามารถเดินลงไปข้างล่างได้… เป็นไม่กี่จุด ที่สามารถลงจากหน้าผาไปได้

     GORJuly09 025 GORJuly09 021 GORJuly09 052 

    ลมก็แรงสุดๆ ไม่แปลกที่ต่อไปอีกไม่นาน มันจะค่อยๆ ผุกร่อนไป… พอถึงรุ่น ลุกหลานของเรามันอาจจะไม่เป็นแบบในภาพนี้แล้วก็ได้

      จากนั้น Roy ก็ขับรถต่อไปอีกนิด Lord ard Gorge เป็นชื่อเรือจาก Ireland ที่ล่ม แล้วมีคนรอดแค่สองคน เด็กผู้ชาย อายุ 18  หลุดเข้ามาในช่อง แล้วปีนขึ้นมาขอความช่วยเหลือจาก Farmer แถวๆ นั้น แล้วก็ช่วยเด็กผู้หญิงอีกคน ที่หลุดเข้าไปในถ้ำ  ที่ไปดู คือถ้ำลึกเข้าไปประมาณ 100-200 m.  แล้วก็คลื่นแรงสุดๆ  หน้าผาก็ไม่ได้ดูว่าจะปีนง่ายเลย สัญชาติญาณในการเอาตัวรอดสูงมาก  

       จากนั้น Roy ก็พาไปกิน Pine ที่เมืองเล็กๆ    แล้วก็เดินทางกลับ เก็บรูปภาพอีกนิดหน่อย   

       Roy พา Ray ไปหาหมอแถวๆ Apollo Bay   แล้วก็เกิดเรื่องครับ Ray ต้องผ่าตัด…. ต้องไปที่โรงพยาบาล Colac ไกลจาก Apollo Bay ประมาณ 70 kg.   โอ้  ก็ไม่คิดอะไรมาก ก็พาไปเลย ไปด้วยกัน  ที่นี่รู้สึกว่า โรงพยาบาลบริการดีกว่าใน Sydney มากๆ  เจ้าหน้าที่ก็ Friendly กว่า…. แถมเพื่อนตอนออก ไม่ต้องจ่ายตังด้วยนะ เพราะโรงพยาบาล Claim จากบัตรประกันสุขภาพเองเลย โอ้ สุดยอดดดด     มาต่อเรื่อง Ray ถ้า Ray ผ่าตัด เราก็ต้องอยู่ Apollo bay นานกว่าเดิม 1 วัน….ไม่เป็นไร   จากนั้นก็ไปกินข้าวเย็นกันที่ร้านอาหารจีน ก็งั้นๆ อ่ะ  แล้วก็กลับ  วันนั้นกว่าจะถึงที่พักที่ Apollo Bay ก็ประมาณ 4 ทุ่ม  เข้านอนกันอย่างรวดเร็ว ฮ่า ฮ่า  ระหว่างทางก็คุยกับ Roy เรื่องต่างๆ นานา  ครอบครัว อาชีพของครอบครัวเรา ว่าทำอะไร เป็นไง ดีมั๊ย อยากอยู่นี่ หรือ อยากอยู่เมืองไทย   คุยกันจนถึง Apollo bay แบบไม่รู้ตัว  ภาษาเราก็ดีขึ้นแบบไม่รู้ตัวเช่นกัน ส่วนไอ้ Mohammed นอนอยู่ข้างหลัง แถมกรนด้วย ฮ่า ฮ่า 

    SNC00279

       คืนนี้นอนไม่ค่อยหลับ… เพราะ Mohammed กรน แสรดดด  ตื่นขึ้นมา ก็ไม่ได้ทำอะไรมากนัก รอ Mohammed อาบน้ำ แต่งตัว แล้วก็ไปหา Ray ที่โรงพยาบาล  ไปถึงก็ไปเดินเล่นในเมืองก่อน  ก็ไม่มีอะไรมาก เมืองเล็กๆ    แล้วก็ไปหา Ray ที่โรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ ที่นี่เป็นมิตรมาก สักพัก หมอก็เข้ามาคุยกับ Roy ว่าเล่าให้ฟังว่าทำอะไรไปบ้าง แล้วก็แนะนำว่าอยากให้นอนที่โรงพยาบาลต่ออีกคืน เพราะว่าหมออยากให้นอนพักที่โรงพยาบาลต่ออีกคืนนึง ก็ไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว  แต่หมอนี่ก็คุยแบบตลกๆ สนุกๆ ดี แอบแนวทะลึ่งนิดๆ ฮ่าฮ่า    จากนั้นก็ไป ซื้อของมาให้ Ray ของกินแล้วก็หนังสือ Roy ออกให้หมดเลย  เฮ้อ จากนั้นก็อยู่คุยกันแป๊บนึงแล้วก็กลับ   วันนี้กิน Pizza  กัน   ไม่อร่อยอ่ะ คิดถึง Adam’s Pizza เลย   แต่เพื่อนก็ชอบกันนะ  Roy บอกว่าแถวบ้านเค้า ร้าน Pizza ถูกแล้วก็ให้เนื้อเยอะมากๆ    วันนี้ก็ดูหนังกับ Roy แหละ เพราะไม่รู้จะทำอะไร….  เสร็จแล้วก็นอน วันนี้ Mohammed ไม่ค่อยกรนเว้ย  ฮ่า ฮ่า     แล้ววันต่อมาเก็บของกลับ แล้วก็ไปรับ Ray ที่โรงพยาบาลแล้วก็ไปเข้าเมืองไป Ballarat กันเลย  ระหว่างทาง Roy ก็ถามว่าวันนี้จะคุยกันเรื่องอะไรดี  เพราะตลอดเวลา เราจะคุยกันตลอด ทั้งเรื่องภาษา ประวัติศาสตร์  Roy บอกว่า สมัยก่อน คนที่ไม่รู้หนังสือมีเยอะ ไม่แปลกที่ชื่อในสมัยนี้ ออกเสียงเหมือนกัน จะสะกดต่างกัน  ซึ่งมันก็ใช่นี่หว่า เพราะอย่างชื่อไทยของเราเองก็เถอะ  หรืออย่างภาษาของคนในบ้านนอก ก็อาจจะแปลกๆ ออกไปแล้วก็อาจจะดูเหมือนว่ามันผิดหลัก Grammar แต่ว่าไม่ใช่เลย  

    อ้อ ก่อนกลับ ก็ถ่ายรูป พระจันทร์กับ พระอาทิตย์ที่ Apollo Bay กลับเก็บมาด้วย  สวยดี

    GORJuly09 127 GORJuly09 093 SNC00290

     

    มาถึง Ballarat กินข้าวกันก่อน แล้วก็ไป Souvenir hill. ค่าเข้า 40$ แต่ว่า Roy ไปถามว่า Student ได้ Concession รึเปล่า  สรุปว่าได้ เลยเหรอ 30$ เย้     เข้าไปก็ไม่มีอะไรมาก เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์ แล้วก็บ้านเมืองที่ดูเก่า ก็ OK อ่ะ   ชอบรถม้า มากๆ เพราะม้าตัวใหญ่สุดๆ

     GORJuly09 121  GORJuly09 163 GORJuly09 169 SNC00296

    ก็เข้าไปดูนู้น ดูนี่ คือช่วงตื่นทองเนี่ย ทั่วทุกสารทิศ ก็เข้ามาที่นี่เพื่อขุดทอง  พอทองหมด ก็แยกย้ายกันไปหาที่อื่น หรือไม่ก็ตั้งรกรากอยู่ที่นี่ แบบคนจีน   Roy ซื้อเหรียญทองให้ ข้างหลังมี ภาษาจีนเขียนอยู่ Roy ก็อธิบายให้ฟังแหละ แต่ว่าเราจำไม่ได้ ตอนนั้นตกใจว่า เค้าซื้อให้เราทำไม  แล้วก็ซื้อ สบู่ให้ Ray  Ray ก็ตกใจว่าเค้ารู้ได้ไงว่า Ray ชอบเครื่องหอม   แล้วก็ซื้อลูกอมให้ Mohammed     มีอะไรให้เล่นเยอะแหละ  อย่างสอนเต้นอะไรก็ไม่รู้ ดูน่าสนุกดี   หรือเดินมุดถ้ำใต้ดินลึกลงไปประมาณ 10 Metres

          จากนั้นก็กลับ เพราะว่าบ้าน Roy อยู่ค่อนข้างไกล แล้วอาจจะต้องเจอกับ รถติด  แล้วก็เจอจริงๆ  สุดๆ  แล้วก็แวะกินข้าว Roy แนะนำให้ลองกินอะไรแปลกใหม่บ้าง  ก็เลย Indian Food  ร้านหรูมาก  ราคาก็โอเคอ่ะ  เป็นครั้งแรกที่กินอาหารอินเดีย  คิดมาตลอดว่าไม่อร่อย ไม่อร่อย  แต่พอมากินแล้ว เฮ่ย อร่อยว่ะ รสชาติจัด สะใจดี    สั่ง Wine มาดื่มด้วย ก็กินไป 3 แก้ว เพราะคนอื่นๆ ไม่ค่อยกินกัน  สั่งนู้น สั่งนี่มากินเยอะอ่ะ  จ่ายไป 97$ ก็ไม่แพงมาก จ่ายให้ Roy ด้วย

          พอไปถึงบ้าน Roy  เฮ่ย แม่งใหญ่ว่ะ ชั้นเดียว แต่ว่าใหญ่ แล้วก็ดูดี มากๆ   ข้างในดูหรูหรา Hiso สุดๆ  เตียงนอนดีๆ ห้องน้ำยังดูหรูเลย เตียงนี่มีผ้าห่มไฟฟ้าด้วยนะ ไม่ต้องกลัวหนาว  ก็อาบน้ำแล้วก็นอนกัน เพราะเหนื่อยกันมากๆ  ตื่นขึ้นมาอีกที เช้า ไอ้เหี้ยหนาวโคตร   Roy บอกว่าไปดู Fross สิ  ก็ออกไปเลย ทั้งๆ ที่หนาวจะตาย  แต่ก็สวยดีอ่ะ แล้วก็หาสัญญาณมือถือ ด้วย  สวนเค้าก็มีต้นไม้เยอะแยะไปหมด  อะไรนักก็ไม่รู้  ถ้าตอน Spring มันคงจะสวยกว่านี้แหละ   เค้าทำธุรกิจ Nursing Plant ด้วยแหละ 

    SNC00312

     

    วันนี้ Roy ทำงานของเค้า แล้วก็ไปหาแม่เค้าที่ Nursing Home ก็เลยขอติดไปด้วย  ขี้เกียจอยู่บ้านเฉยๆ   เค้าก็ไปเก็บตัวอย่างน้ำ จากโรงงานของที่เค้าทำ Cooling Tower Service อยู่ ถ้ามันสกปรก เค้าก็จะทำความสะอาดให้ ประมาณนั้น   แล้วก็ไปหาแม่เค้าที่ Nursing Home  เพราะเมื่อวาน แม่เค้าล้ม ซึ่งเป็นครั้งแรกเลย   ไปถึง แม่นั่งคุยกับเพื่อนอยู่ ในมือก็ถือชา Roy ไปถึงก็บอกแม่ แล้วก็ถือถ้วยชาไปเก็บ  แม่ก็รีบลุกขึ้นมาทันที จนเกรียงตกใจ เพราะเค้าอายุ 78 แล้ว ภาพที่เห็นประทับใจมาก เพราะว่า เหมือนเค้าอยากเจอลูกเค้ามาก ถึงแม้เค้าอยู่ที่นี่ จะมีเพื่อนมากมายเพื่อนของแม่คนนึง ก็พูดว่า  “Lucky You”  แล้ว Roy  ก็แนะนำเราให้รู้จัก ก็จับมือกัน แม่เค้าก็ Nice มากๆ มีขอโทษเกรียงด้วยนะ ที่เค้าลืมพูด Hello  ทั้งๆ ที่เกรียงควรที่จะพูดก่อน หรือแนะนำตัวเองก่อน  จากนั้นก็จูงมือ แม่เค้าไปตลอด  Roy ก็พาไปกิน KFC  เพราะแม่เค้าชอบ ก็กินกันแบบฝรั่งแหละ Hamburger  แล้วก็ไปขับรถไปส่ง  ก่อนกลับก็ลากัน แล้วก็กอดแล้วก็หอมแก้ม กันตามประสาวัฒนธรรมของเค้า เป็นแม่ที่น่ารักมากๆ แม่เค้าจะไม่ยอมเข้าไปจนกว่าจะเห็นรถ Royลับหายไปจากสายตา  หรือถ้า Roy เข้าไปส่งในห้อง แม่จะออกมาส่งข้างนอก ฮ่า ฮ่า

      แต่ Roy เล่าว่าแม่เค้าเป็นโรคความจำเสื่อม เค้าอาจจะพูดอะไรที่ดูแปลกๆ ไป เช่น เห็นคนบนต้นไม้ เพราะแม่เห็นคนนั่งอยู่ แล้วก็ไปเห็นต้นไม้ แล้วภาพก็ซ้อนกัน จนกลายไปเป็นเห็นคนบนต้นไม้ ที่แม่ต้องมาอยู่ที่นี่เพราะ Roy บางทีไม่อยู่บ้าน แล้วก็ไม่มีคนดูแล บางทีก็อาจจะทำอะไรที่เป็นอันตรายต่อตัวเค้าเอง   แต่บางทีก็เศร้านะ เพราะ Roy บอกว่า บางที แม่ก็ เก็บของใส่กระเป๋า แล้วก็บอกว่า เดี๋ยวลูกชายจะมารับ   ส่วน Sister and Brother  ก็ไม่ค่อยจะมาดูแล  เค้าเล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นแม่ป่วยเกี๋ยวกับโรคตา  Roy ก็พาไปหาหมอทุกอาทิตย์  แต่ Roy ไปเที่ยว ตุรกี ก็เลยฝากให้ Brother ดูแลให้ แต่ Brother กลับขอร้องให้คนอื่นดูแลให้ แบบน่าเกลียดมาก   เกรียงก็พูดกลับไปว่า คนไทยเชื่ออยู่อย่างนึงนะ ว่า ถ้าเราทำอะไร เราจะได้แบบนั้น   เค้าก็พูดเลยว่า เออ ใช่ เค้ากำลังจะรอดู Sister เค้า เพราะเธอก็ใกล้จะ 60 แล้ว แล้วเค้าก็เชื่อว่า ลูกชาย ของเธอคงจะไม่ดูแลเธอ คงจะทำกับเธอแบบที่ เธอทำกับแม่  เพราะว่า เมื่อลูกไม่ได้เห็นว่า แม่ดูแลยาย แล้วทำไม เค้าจะต้องดูแลแม่เค้าล่ะ    จากนั้นก็แวะซื้อของ Safeway แล้วก็เข้าบ้าน  บางครั้ง หลายๆ ครั้งที่คุยกับ Roy จนลืมเวลาไปเลย  เพราะ Roy แม่งพูดเก่ง ส่วนเกรียงเป็นผู้ฟังที่ดี Yes No ok อย่างเดียว เพราะพูดอย่างอื่นไม่เป็น ฮ่า ฮ่า  

       วันนี้ Ray ทำเนื้อย่างเกาหลี เพราะไปซื้อเนื้อมาจาก Halal คือร้านขายเนื้อของ Muslim อ่ะ  ส่วน Roy ทำ Vegetable Roast  เป็น English Dinner อ่ะ  แล้วมันจะเข้ากันมั๊ย ฮ่าฮ่า แถมเกรียงหุงข้าวอีก ไม่รู้ว่า ถ้าทำของ Roy ไม่ต้องหุงข้าว Roy ก็เลยหงุดหงิดนิดหน่อย    เพราะเราเคยคุยกัน ว่า คนรวยของไทย ชอบกินข้าวเหลือ (เพื่อเหี้ยอะไรก็ไม่รู้)  แต่ว่าบ้านเราไม่ชอบ และก็สอนว่า ข้าวแต่ละเม็ดคือเม็ดเหงื่อของชาวนา มันมีคุณค่ามากๆ   แล้ว แฟนพี่เฟิร์น ที่เป็นคนเยอรมัน ที่พี่เฟิร์นเคยเล่าให้ฟัง ก็ไม่ชอบเช่นกัน เพราะว่า พ่อแม่เค้าอยู่ใน ช่วงสงคราม อะไรก็ไม่มีกิน    แต่ Roy ก็พูดประมาณว่า มันก็แล้วแต่วัฒนธรรมอ่ะ เพราะบางที การเหลือไว้นิดหน่อยก็เป็นมารยาทที่ดี มันบ่งบอกถึงว่า เราอิ่มพอแล้ว      แต่สุดท้ายก็กินหมด ฮ่าฮ่า  

     

       วันต่อมา ก็ขับรถไป Snow กัน   ตอนแรกไปวัดป่าโพธิวัน  ถ่ายรูปนิดหน่อย  Roy อาจจะตื่นตาตื่นใจ  แต่เราเฉยๆ ว่ะ ฮ่าฮ่า  แต่พื้นที่ก็กว้างจริงๆ แล้วก็สวยงามดี    จากนั้นก็ไปดูเขื่อน   แล้วก็ถามเราว่าจะไป Snow ตรงไหน เล็กๆ แต่ว่าใกล้ หรือว่า ใหญ่ แต่ว่าไกล   ตัดสินใจว่า ไหนๆ ก็มาแล้ว ไปใหญ่ๆ ดีกว่า  แล้วมันก็ไกลจริงๆ ไปถึงค่าเข้า 35$ Roy จ่ายอีก  แล้วมันก็ไม่มีอะไร หิมะ ก็เลอะๆ มันไม่ใช่เกร็ดหิมะอ่ะ มันเป็นน้ำแข็งไปแล้ว ง่า  คนก็เยอะ  มีอยู่ไม่กี่จุด ที่เป็นหิมะ ขาวๆ      ก็พูดกับเพื่อนว่า That’s it???  มันก็บอกว่า Yes   แล้วก็แนะนำว่า เกาหลี ดีกว่าเยอะ ฮ่าฮ่า     แต่ก็ชอบที่นี่นะ ระหว่างทาง ขับรถ ตรงบริเวณนี้คือบริเวณที่เกิดไฟป่า ต้นไม้ที่ล้มตายสีดำ ตัดกับสีขาวของหิมะ มันก็สวยดี  ไม่ได้ทำอะไรมากนัก แล้วก็กลับ ไม่คุ้มเลย   ระหว่างทางก็คุยกันเรื่องไฟป่าแหละ   แล้วก็ไปดูน้ำตก บริเวณที่เกิดไฟป่า  แต่ก็เข้าไม่ได้ ถูกปิด เมืองกำลังจะถูกสร้างอีกครั้ง หลังจากถูกไฟป่าเผาทำลายไป  เฮ้อ   บ้าน Roy ก็เกือบโดนเหมือนกัน โชคดีที่มันหยุดซะก่อน    ต้นไม้ก็เริ่มขึ้นมาแล้ว   มีอยู่ต้นนึงพิเศษมาก เวลามันถูกไหม้ มันจะไม่ตาย จำกลไกไม่ได้แล้ว แต่อยู่ที่เปลือกของมันเนี่ยแหละ  พร้อมรองรับไฟป่า ฮ่าฮ่า  สัญชาติญาณในการเอาตัวรอด ในการปรับตัว แม้แต่กับในต้นไม้ ก็ยังมี

       GORJuly09 216 GORJuly09 217 GORJuly09 228

     

        จากนั้นก็กลับบ้าน กลับไปทำ ต้มข่ากับผัดขิง ให้เพื่อนกิน Roy ชอบกินผัดขิงว่ะ   เพิ่งเคยทำครั้งแรกเลยนะเนี่ย  ฮ่าฮ่า  ก็ไม่ได้อร่อยมากนะ  คืนนี้นอนที่นี่คืนสุดท้ายแล้ว  แต่ก็ดันนอนไม่หลับ  Roy ก็มีปัญหากับแฟนเค้าที่ไทย เศร้าไป… ก็คุยกันในครัวตั้งนาน       Roy คงเครียดเรื่องแฟนหนัก เลยขอไปนอนเร็ว  เราก็เซ็งๆ กับเพื่อนก็เลยไปนอนเร็วเหมือนกัน  เพื่อนก็เลยเข้านอนเร็วกันหมด   ตื่นขึ้นมาอีกที ตีหนึ่ง เพราะมีโทรศัพท์ ว่าจะไปรับให้ Roy แล้วแหละ แต่ก็ไม่ได้รับ  แต่ทีนี้ นอนไม่หลับเลยครับ เซ็งเลย  ออกมานั่งเล่นหน้าเตาผิง  แล้วก็…. ตัดสินใจเข้านอน….

        วันนี้กลับ Sydney แล้ว   Roy พาไปเดินเล่นในเมืองก่อน Ray ดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษ  ขึ้น Free Tram รอบเมือง ดูนู้นดูนี่ Roy ก็เล่านู้น เล่านี่  จำรายละเอียดไม่ค่อยได้ บวกกับพิมพ์มาจนเริ่มเหนื่อยแล้ว

      P1000999 P1010002 P1000997 P1010013

     

    ก็หาซื้อของฝากให้ Roy  ตอนแรกว่าจะเอากะทะ  แต่ราคามันแพงเกินไป ก็เลยซื้อสบู่ให้ Ray เป็นคนเลือกอ่ะ   อ้อไปกินข้าวที่ร้านอาหารญี่ปุ่นด้วย ราคาถูกกว่า Sydney จมเลย

    แล้วก็เดินทางกลับ  ขากลับเรื่องมาก ลำบากกว่าตอนขามา มากมาย       แถมตอนอยู่บนเครื่องปวดหูมากว่ะ

    หลายๆ อย่าง Melbourne อาจจะดีกว่า แต่หลายๆ อย่าง Sydney ก็ดีกว่านะ  แต่ไม่รู้แหละ หลงรัก Melbourne เข้าแล้ว    เบื่อ Sydney ตรงที่มีแต่คนไทยกับ Asia นี่แหละ  แถมตอนนี้ที่ห้องมี Mauritius เพียบ  ทำตัวน่ารังเกียจอีกต่างหาก 

    June 30

    Woollongong

       วันศุกร์ที่ 12 June 09   ไปเที่ยว Woollongong กับเพื่อนมา ขับรถกันไป…. ก็ไม่เคยไปหรอก ไอ้ Woollongong เนี่ย   จริงๆ ตอนแรก เพื่อนได้ตั๋วไปดู Concert Opera มา แล้วพอดีแฟนเค้าไม่ว่าง ทำงาน ก็เลยชวนไปดู แต่ว่า Concert ถูกยกเลิก เฮ้อ….. ไม่มีบุญดู Opera ง่ะ haha แต่ไปดูก็คงดูไม่รู้เรื่องอ่ะ

        ขับรถไปเรื่อยๆ  เฮ่ย มันคุ้นๆ ว่ะ เออ ตรงนี้กูมากับพี่เอแล้วนี่หว่า (กลับไปดู Blog Royal National Park ซะ)    มันทางเดียวกัน….  แต่ว่าไม่ได้เค้าทางเดียวกันนะ ของพี่เอ เลี้ยวซ้ายก่อน แล้วก็ขับเข้าไป    เพื่อนก็พาไปชมวิว  แล้วก็ชี้ว่า เออตรงนั้นไง Great Pacific Ocean Road.  น่าจะตรงที่เดียวที่ไปกับ พี่เอ….

     

       เสร็จแล้วก็ขึ้นไป Bulli Cliff รึเปล่า ไม่มั่นใจ    แต่เป็นผา  มองไปข้างล่างก็เห็น หาด หลายๆ หาด  วิวที่สวยมากกกก  แล้วก็ไปนั่งกินข้าว ร้าน Buffet ที่วิวสวยมาก คนละ 15$ เอง ถือว่าไม่แพงมาก…  แต่รสชาติอาหารก็โอเคนะ แต่เพื่อนบอก so so 

     

      เสร็จแล้วก็ขับรถกลับกัน…. ตอนกลางคืนไปกิน Pizza ด้วยกันอีก  มีความสุข hahaha

       SNC00217 SNC00219 SNC00220

     

       วันอังคารที่ผ่านมา 16 June 09   ได้รองเท้าใหม่แล้ววว เย้ อยากได้มาตั้งนาน  Converse สีดำคู่นี้ เริ่มเน่าแล้ว  เพราะใส่ไปทำงานด้วย กรณีที่ไม่ได้ไปทำงานที่ร้านประจำ แล้วขี้เกียจแบก รองเท้าเชฟ ไปไหนมาไหน    แล้วอยู่ที่นี่ ก็เดินเยอะด้วย… รองเท้าพังง่าย (รึเปล่า)    พอดีไปเดิน Bondi Junction แล้วน้องออยอยากดู Onisuga Tiger  จริงๆ เกรียงก็ไม่ค่อยชอบลายของยี่ห้อนี่หรอก  ในความคิดเห็นส่วนตัวคือ มันไม่สวย แล้วก็แพงมากกกก ด้วย   แต่ก็มีอยู่คู่นึงที่สวย แต่มันตั้ง 170$     แล้วก็เพราะฝากนุชซื้อรองเท้ามาจากไทยแล้ว…   แต่เฮ่ย มี sale ว่ะ คู่ละ 80$ เอง (เองได้ไงฟะ) สวยด้วย  ดูไปดูมา เฮ่ย คู่นี้ก็สวย คู่นั้นก็สวย  ลองใส่ดู เอาเลยดีกว่า  กูเป็นคนเลือกอะไรเร็วอยู่แล้ว

    June 01

    ย้ายบ้านอีกแล้วววว ไกลกว่า แพงกว่า แต่มีความสุขกว่า (รึเปล่า)

        เนื่องจากว่า น้องสาวของแอนกำลังจะมา  แล้วบ้านเก่าของพี่เต้ย ก็เต็มแบบแน่นเอี๊ยด คิดดู บ้านหลังนึงอัดกันเข้าไป 10 กว่าคน… ห้องน้ำแค่ 2 ห้อง   Master Room เค้าก็ใช้ของเค้าไป Second Room and Living Room นี่สิ แย่งกันชิบหาย แล้วแม่งอาบน้ำกันอย่างนาน ตอนเช้า ปวดขี้ ปวดเยี่ยวนี่แทบจะอยากจะไปเยี่ยวทับที่นอนไอ้คนที่อยู่ในห้องน้ำกันเลยทีเดียว…  แน่นอนว่ามันถูก (รึเปล่า) แต่ว่ามันก็แออัดกันสุดๆ คิดดูพื้นที่ของเกรียงมีแค่ เตียงขนาด 3x6 แล้วก็ตู้เสื้อผ้าแบบเหล็กต่อกัน ซึ่งใช้ไป ใช้ไปก็ล้ม ก็เอนกันไป แล้วก็มาต่อใหม่…. นี่หรือชีวิตนักเรียนนอกของกรู….  คิดๆ ดูแล้ว ตอนอยู่บ้านพี่เอ กูสบายกว่านี้เยอะเลย แค่ลำบากตอนเดินทางกลับ (ซึ่งก็ไม่ลำบากมากเลย บ้านใหม่ลำบากกว่าอีก) บ้านพี่เอ ตรง Enmore Rd ใกล้สถานีรถไฟ, Bus ก็ผ่านตั้งหลายสาย….. กูย้ายมาลำบากทำไมเนี่ย…แถมค่าครองชีพเพิ่มอีกต่างหาก….  แต่ก็ไม่เป็นไร…. ถือว่าเป็นประสบการณ์…. บางคนแย่ยิ่งกว่าเราอีก อยู่ Master จ่ายแพง แต่ว่า แทบจะไม่มีพื้นที่อะไรให้เลย นอกจากที่นอน….

        แอนก็หาบ้านแทบเป็นแทบตาย…. จริงๆ ถ้าน้องมาแล้ว ยังหาบ้านไม่ได้ เกรียงก็ว่าจะออกไปอยู่คนเดียว… อยู่ได้อยู่แล้ว ราคาขนาดบ้านพี่เต้ยเนี่ย เผลอๆ แออัดน้อยกว่า แล้วก็ถูกกว่าด้วยซ้ำ…  อันนี้ Internet ก็ใช้ไม่ค่อยจะได้ด้วย (ไม่เคยใช้ต่อจาก Laptop ได้เลย)   ตอนเช้ามาก็ต้องมาทนฟังเสียงคนทำกับข้าว แล้วถังขยะก็เต็มทุกวัน ไม่เอาไปทิ้งด้วย… กูแทบจะไม่เคยทำกับข้าวเลย… ขยะกูทิ้งไม่ขนาดพวกมึงแน่ๆ  

                  สรุป ยังไม่เข้าเรื่องหาบ้านซักที  แอนก็หาแบบ Sign เองกับ Agency  เอกสารอะไรก็ไม่มี เงินก็น้อย… เศร้า  จะให้คนนู้นคนนี้ช่วยก็ลำบากเหลือเกิน…. จริงๆ เกรียงก็มีนะ แต่ว่า ไม่อยากรบกวนเค้าอ่ะ… ถ้าให้เค้าช่วยนี่ ได้แน่ๆ อ่ะ (ถ้าเค้าช่วยนะ เพราะเราไม่ได้เป็นอะไรกับเค้าอ่ะ เค้าจะช่วยเราทำไม)   สุดท้ายก็มาได้บ้านตรง Randwick  ก็ไม่ไกลจากที่ทำงาน…. รถบัสก็ผ่านหลายสาย….Randwick Junction ก็ค่อนข้างดี และเจริญ ของก็ถูกกว่าในเมือง…. เดินทางไปได้หลายที่ ถ้าอยากไป รถบัส วิ่งทั้งคืน… โคตรดี….   ข้อเสียคือ ไม่มีรถไฟ… แต่ก็ไม่เป็นไร    ก็กลับมาใช้ ตั๋ว Red Weekly เหมือนเดิม…. ไม่เป็นไร ดี จะได้ไปเที่ยวนู้น เที่ยวนี่ได้ตามใจ….  

                            ตอนแรกที่จะย้าย ก็คิด เฮ่ย มันจะดีเหรอวะ ไกล อยากอยู่ในเมือง (ติด Life style ในเมืองอ่ะ) ที่เรียน ก็อยู่ในเมือง เพื่อนก็อยู่ในเมือง ศูนย์กลางการ คมนาคมขนส่ง ก็อยู่ในเมือง   แต่พอมาอยู่แล้ว เฮ่ย มันก็เจริญนี่หว่า  บ้านก็ดี โอเคเลย …. ตอนเข้ามา ไม่มีอะไรเลย… UNfurnish คืนแรก นอนกับพื้น ปูผ้า แล้วก็โคตรจะหนาวเลย….

           

                 วันที่ย้ายเข้ามา เหนื่อยกันสุดๆ…. ย้ายเสร็จ คืนรถ ก็ตีสาม  นอนก็หลับๆ ตื่นๆ เพราะว่ามันหนาวมากก แล้วก็นอนกับพื้นด้วย….  (พื้นพรม แล้วก็ปูผ้าบางๆ) 

         วันต่อมา แอนกับเป๊บซี่ออกไปข้างนอก พอกลับมา ก็บอกว่า เฮ่ยมีคนทิ้งของ…. ก็ไปดูกัน มีตู้เย็น เตียง Heater ทิ้งของเยอะอ่ะ   ก็เก็บตู้เย็นมาทดลอง เฮ่ย ใช้ได้นี่หว่า  Compressor ทำงาน  ลองดูสิว่าจะเย็นมั๊ย ก็เย็นนะ  อิอิ เสร็จ   แล้วก็ไปเก็บเตียงมา  สภาพไม่ดีมากนัก แล้วก็กลัว Bed Bug ด้วย  แต่ก็ทิ้งไว้ แล้วก็ไม่เห็นมีอะไร ก็เลยมาลองใช้ดูคืนนี้….  ถ้ามีก็ทิ้งไป   จริงๆ เตียงแถวบ้านทิ้งเยอะมาก สภาพดีๆ ก็มี Queen size ด้วย แต่ขี้เกียจเก็บมาแล้ว….    คือรู้สึกตื่นเต้นว่ะ เวลา เดินตามท้องถนนแถวบ้าน แล้วมีคนเอาของมาทิ้ง…. แรกๆ ก็รู้สึกอายเหมือนกันนะ แต่คนอื่นก็ทำกัน ของบางอย่างมันยังใช้งานได้ดีอยู่ แค่มันเสียนิดๆ หน่อยๆ แต่เจ้าของก็เปลี่ยน… เพื่อนไปเก็บ Microwave กับ เครื่องซักผ้ามาได้ด้วย  สุดยอด แล้วก็เก็บพวกชั้นวางของมากมาย สภาพยังดี แล้วก็สวยๆ ด้วย….. แน่นอนของพวกนี้ มันก็ต้องแย่งกันหน่อย เพราะบางคนก็เป็นขาจรแบบเกรียง แต่ที่น่ากลัวเป็นพวกมืออาชีพ พวกนี้เอารถมาขนกันเลยทีเดียว….   ดูเหมือนน่าอนาถานะ… อยู่เมืองไทยก็คงไม่ทำ   แต่ก็รู้สีกสนุกนะ กับการขนของเข้าบ้าน จาก Unfurnish ตอนนี้เป็น Full Furnish ไปแล้ว hahaha  

    May 22

    Nuchy in Sydney and My current Life….at new School

       จริงๆ แล้วเจอนุชตั้งหลายวันแล้วแหละ จนนุชจะมี Syndey อีกรอบแล้ว กูยังไม่ได้อัพเลย  ก่อนหน้าจะเจอนุช ก็มีไปเจอหลี หลีมาเรียนภาษาที่นี่ แล้วก็ตัั้งใจจะทำตามความฝัน… ไม่ได้เจอหลีอีกเลย… ดูจะยุ่งๆ อยู่ ชีวิตที่นี่มันก็เป็นแบบนี้แหละ… มีอะไรให้ทำเยอะแยะไปหมด เพราะว่า เราต้องช่วยตัวเอง ดูแลตัวเอง ไม่มีใครมาคอยดูแลเราเหมือนอยู่เมืองไทย…. 

     

        จำได้ว่า นุชว่าวันอาทิตย์ที่ 5 May 09    วันนั้นไปนอนบ้านเพื่อน… พร้อมกับอารมณ์เศร้าๆ   แต่ก็ยังดีที่ได้เจอนุช ช่วยให้เราหายเหงา หายเศร้าไปได้เยอะเลย….

      ไปหานุชที่โรงแรม ตอนเที่ยง พาไปเดิน Opera House  ขำตัวเองตรงที่ไปซื้อ Ice cream ,Gelatissimo ให้นุช แล้วคนขายมันพูดอะไรก็ไม่รู้ ฟังไม่ออก (แต่พอจะเข้าใจแหละ) แต่เพื่อความแน่ใจเลย ถามมันอีกรอบ ก็ยังไม่รู้อีกว่ามันพูดว่าอะไร ถามมันอีกรอบ มันก็เลยบอกว่าไม่เป็นไร… ฮาว่ะ กรู ภาษาอังกฤษกระจอกมากมาย  แต่ว่าคนขายมันไม่ใช่ฝรั่งอ่ะ มันเป็นเกาหลี ฟังยาก…

    แล้วก็ตั้งใจจะพาไปกิน Pancake on the Rock (ค่อนข้างมีชื่อเสียง)  ก็เดินไป ถ่ายรูปนิดๆ หน่อยๆ   ไม่ได้มีอะไรมากนัก แดดแรงอ่ะ  แล้วก็เดินไปย่าน The Rock  เพื่อไปร้าน Pancake  ไปถึง คนเต็มครับ  นุชบอกว่า เคยมาแล้ว… เออ งั้นไปไหนกันดี…  ลังเล ลังเล ก็เลยพอไป Bondi Beach ไปกิน Hurricane Grille ดีกว่า เค้าบอกว่า Pork Ribs ที่นั่นอร่อยมากกกก   ไปถึง หาดบอนได เออหาดแม่งใหญ่ดีว่ะ  เพิ่งเคยมาครั้งแรกเหมือนกัน…   หาร้านไม่เจอ ก็ถามเค้าเอา นุชมันก็กล้าถาม ฮา สุดท้ายก็เจอจนได้ แล้วก็สั่งกันมา จานนึง แชร์กัน เพราะค่อนข้างแพง แล้วจานก็ใหญ่ด้วย   รายละเอียดในการสั่ง ยุ่งยากเหมือนกัน… แต่ก็พอจะเข้าใจอ่ะนะ ร้านอาหารระดับนี้…  Pork ribs  ที่กิน… ไม่ประทับใจนัก.. แต่ก็โอเค จานมันใหญ่มาก แต่ว่าเนื้อมีนิดเดียว มีแต่กระดูก เฮ้อ  แล้วนุชก็เปรี้ยว อยากกินเบียร์  แต่ไม่รู้ว่า ยี่ห้ออะไร สุดท้ายคือ Pure Blonde  เคยกินแล้วกับเพื่อนแต่ว่าจำไม่ได้….  นุชบอกว่าแรง จริงๆ มันก็ Alcohol 5% แหละ แต่ว่ากลิ่นมัน… จริงๆ เกรียงก็กินได้ว่ะ แต่ก็ซัดไปหน้าแดง (ทั้งๆ ที่กินไปขวดเดียว…)   สรุปเมา… ฮ่า ฮ่า ค่าอาหารมื้อนั้น 70$  ถือว่าแพงนะ…

    จากนั้นก็นั่งเล่น เดินเล่น ที่หาดบอนได เห็นคนเล่น Surfboard เล่น Frisby เล่นกันเก่งมากๆ เลยว่ะ  ทั้งๆ ที่อากาศก็หนาวนะ แม่งก็ยังเล่นกันได้…. อยู่จนถึง 6 โมงเย็น มืดเร็วมาก…  แต่ก็ยังมีคนเล่น Surf อยู่

      นั่งรถกลับเข้าเมืองแล้วก็ ไปส่งนุชที่โรงแรม เราก็กลับบ้าน นอน…. เหนื่อย…..

     

        ตอนนี้ชีวิต สุดแสนเศร้า  ชิบหาย… เหลือวันทำงานแค่ 5 วัน…  เศร้าง่า

    แต่ก็ดี จะได้มีเวลาว่างเยอะ ตั้งใจเรียนได้มากขึ้น 5555  เพราะตอนนี้ เรียนหนัก แล้วก็ยากกว่า ตอนเรียนภาษาเยอะเลย… ถึงแม้ภาษาเกรียงจะค่อนข้างดีก็ตามเถอะ… แต่ก็มิได้นำพา…     แต่ห้องใหม่ก็ดี.. เพื่อนกลุ่มเดิมๆ  กับเพื่อนกลุ่มใหม่ๆ สนิทกันเร็วดี…  ช่วงนี้ก็ไปไหนมาไหนกับเพื่อน เกาหลี จีน แล้วก็ ซีเรียนบ่อย  วันอังคาร กับ พุธที่ผ่านมาก็ไปเดินเล่นในห้างกับเดินเล่น Opera house  กันมา…. ว่างอ่ะ  ดีจะได้ไม่เหงา.. เฮ้อ  ไม่งั้นวันหยุด 2 วัน ก็คงไม่มีความหมายถ้า กลับมาบ้านแล้วนอนอย่างเดียว…

     

        วางแผนที่จะไป Melbourne กับพวก Rey and Mohammed ,Booked Flight ไว้แล้วด้วย….  เหลือแค่ที่พักอย่างเดียว…    ไปเดือนกรกฎาคมนี้….P1000906    อันนี้อยู่ที่ Circular Quay  อ่านว่า คีย์นะ ไม่ใช่ ค.ว.ย

    P1000912   ที่หาด บอนได ตอนเย็นแล้ว น่าจะประมาณ 4-5 โมงเย็น  (เริ่มมืดแล้วอ่ะ)

    SNC00049   อันนี้ Pork Rib ของเกรียง ใหญ่ป่ะ… เนื้อนิดเดียวเอง แสรดดด

    SNC00151  Erpin , Mohammed and Rey

    April 21

    Easter Show : Olympic Park >You Should go,but I don’t think so na

       เมื่อวาน (21 Apr 09) แอน เป๊บ พี่บอย แล้วก็เกรียง นัดกันไป Olympic Park เพื่อจะไป Easter Show เป็นงานที่แสดงผลงาน, ผลิตภัณฑ์, วัฒนธรรม ของคนที่นี่  นอกจากนี้ยังมี การแสดง เครื่องเล่น ของเล่น เกมส์ มากมาย    พูดง่ายๆ ก็งานวัดบ้านเราแหละ แค่เครื่องเล่น มันเป็นเครื่องเล่นเหมือนสวนสนุก (Coca Cola Festival ที่เคยมาเปิดที่บ้านเราแหละ)    กว่าจะออกกันไปได้ก็เกือบเที่ยง แล้วก็ต้องรีบกลับมาถึงเมืองก่อน บ่ายสาม เพราะต้องไปทำงาน (แอน กับ เป๊บ หยุด สบายนะเมิง)   ก็นั่งกิน Chat Thai แบบ ชิลๆ เพราะฝนตก กินเสร็จ อากาศแจ่มใส   เดินไปขึ้นรถไฟ เพื่อไป Olympic Park ที่นี่เวลามีการจัดงานใหญ่ๆ เค้าจะเปิดรถบริการพิเศษให้เสมอ แล้วก็มีการประชาสัมพันธ์บอกแทบจะทุกๆ 5 เมตร  มึงหลงได้นี่มึงเก่ง  แต่ว่าเราก็เสียค่าโง่ไป เพราะว่า เราไม่รู้ว่า ค่าบัตรราคา 32$ นั้น รวมค่าตั๋วรถไฟ รถบัส และ เฟอรรี่ไว้แล้ว  ทำให้เสียเงินซื้อตั๋วรถไฟแบบ Return 9$   แต่ไม่เป็นไร (จริงๆ เกรียงรู้ แต่ว่าก็ไม่มั่นใจมาก แล้วไม่ได้เป็นคนซื้อด้วย  ที่รู้เพราะ Tash เอา Information มาให้ดู)  

    สรุปไปถึงจะเข้าก็ต้องเสียค่าบัตร 32$ อยู่ดี ไม่เป็นไร  เดินๆ ไปก็มีของขายมากมาย (งานวัดเลยแหละ) แต่ของก็ดูดีมีระดับแหละ เนื่องจากเวลาน้อยเราเลยไปเล่น เครื่องเล่นกันเลย พวกงานแสดงผลงานบ้าบออะไรนั่น กูไม่สน  ระหว่างทางก็มี Parade ให้ดู  เป็น Parade เล็กๆ คงไม่ใช่ Grand Parade ไม่ได้ดูด้วยว่า Grande Parade มาวันไหน เวลาไหนบ้าง  เพราะแต่ละวันก็จะ Theme ที่ต่างกันออกไป  ฉลาดมั๊ย การตลาดเค้า   แต่ก็อย่างที่บอก  กูมาเพื่อมาเล่นเครื่องเล่น กับ ดูเฉยๆ ว่ามันมีอะไรบ้าง

    P1000866     ชิงช้าสวรรค์ (Ferris Wheel)  ไม่ได้ขึ้นเล่นนะ แค่ดูเฉยๆ

    P1000875   Parade อันนี้ผี น่ารักดี

    P1000884

    P1000885

    P1000889  โรงแรมผี เฉยๆ มาก   เมืองไทยน่ากลัวกว่าเยอะ

    P1000890  อันนี้เล่นว่ะ เสียวสุดๆ  เห็นท้องฟ้าสีสวยมากๆ ถือว่าโชคดี เพราะว่าฝนตกทั้งวัน

    P1000894

    P1000895

     

    ก็มีเกมส์ให้เล่นแหละ แบบคล้ายๆ สวนสนุก เหมือนไป Dream World เล๊ย  แต่ว่าราคานี่โคตรจะแพง อย่างละ 6S-15$ แต่ต้องซื้อตั๋วก่อนนะ   

     

    สรุปแล้ว ก็ไม่ค่อยมีอะไรมากนัก ของราคาค่อนข้างแพง (แค่ค่าเข้าอย่างเดียว ยังไม่ได้ทำอะไรก็แพงแล้ว)  อาจจะเพราะมีเวลาในการชมน้อยก็ได้ เลยไม่ได้ดูกิจกรรมอื่นๆ ที่มีอีกมากมาย  เราเลยรู้สึกไม่ค่อยคุ้มมากนัก    แต่ก็ถือว่า เป็นประสบการณ์ที่ดี 

     

    http://www.eastershow.com.au/index.html

    ใครสนใจเข้าไปดูที่เวป ของเค้าก่อนแล้วกันนะครับ วันนี้วันสุดท้าย (อ้าว ทำไมกูเพิ่งมาบอก แสรดด)  

    April 09

    Watson’s bay Trip

        วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา   เรียนเป็นวันสุดท้ายแล้ววววว เย้  จบแล้ว  จะได้ปิดเทอมแล้ว….  Tash (อาจารย์) ก็เลยพาไป Watson’s Bay  เป็นหาด เป็นอ่าว เล็กๆ ที่มีร้านอาหารดังชื่อ Doyce ขายอาหารทะเล มาร้อยกว่าปี…  ดังจริงๆ นะ     ก็นัดกันไปตอน 9 am.  เรางี้ตื่นแต่เช้าไปเลย… เรื่องเล่นๆ เนี่ยจริงจังนัก อิอิ    (ปกติไปเรียนสายตลอด)

     

       ก็เจอกลุ่มเพื่อนที่จะไปกัน… แล้วก็นั่งรถบัสไป Circular Quay  ตอนแรกจะนั่ง Free Bus แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่มี  รอนานมากกกก ก็เลยนั่ง Bus ปกติไป  เกรียงไม่มีปัญหาเพราะถือตั๋ว Weekly อยู่แล้ว อิอิ

     

      ไปถึงอาจารย์ก็ไปซื้อ Ferri Ten สำหรับเพื่อนที่ไม่มีบัตรแบบเกรียง  เกรียงก็เดินทะลุเข้าไปเลย  แล้วก็ขึ้น Ferri    อยู่มา 6 เดือนแล้วแต่ว่าไม่เคยขึ้น Ferri เลย เพราะคราวก่อนที่ Alan พาไป Manly เกรียงไม่ได้ไปเพราะตอนนั้นต้องทำงานเช้า  ตื่นเต้น ตื่นเต้น   ถ่ายรูป Opera House กับ Harbour Bridge จากมุมมอง Ferri มันก็สวยดี แล้วก็เห็นชัดกว่าด้วย (กล้องกระจอกอ่ะ)

     P1000801 P1000802

     

    วันนี้อากาศค่อนข้างดีอ่ะ ชอบมากๆ ท้องฟ้าก็แจ่ม เห็นมะ  อากาศเย็นไปนิด แต่ก็ไม่เย็นสำหรับเกรียงมากนัก (คิดว่าถ้ากลับไปอยู่ไทย สงสัยว่าจะมีชีวิตรอดไม่ได้ ร้อนตาย)   ไม่นานนักก็ถึง Watson’s Bay อ่าวเล็กๆ สงบๆ คลื่นไม่แรง    คนก็ไม่พลุกพล่าน (อาจจะเพราะเป็นวันธรรมดา แล้วอุณหภูมิเริ่มเย็นแล้ว ใครมันจะมาบ้าเล่นทะเลกัน)  แต่ที่ร้าน Doyce ตอนบ่ายคนก็เยอะ นั่งเต็มร้านเลย…. ของเค้าดีจริง     ก็เดินเล่น ถ่ายรูป เล่นฟริสบี้ ไอ้จานร่อนอ่ะ  (ไม่รู้มันเรียกว่าอะไร ฟังจาก Tash ไม่ค่อยออก –_-‘’  แล้วก็จับ Context ได้แค่นี้ เฮ่อ ภาษากู)   รอเพื่อน Mexican กระเทยที่แรดที่สุด… 555 แต่ก็ตัวฮา   กระเทยแม่งมีทักษะด้านภาษาดีมาก สอนมันพูดไทย แม่งพูดเก่งมาก สำเนียงก็ใช้ได้เลย   

        แล้วก็ขึ้นไป Gap Cliff เป็นหน้าผาที่สวยอ่ะ (เหรอ)   ก็ถ่ายรูปกันมา ส่วนมากแล้ว ภูมิประเทศของทะเล ของ Sydney จะเป็นแบบนี้กันหมดอ่ะ อ่าวเล็กๆ แล้วก็หน้าผา   ที่ตรงนี้อาจารย์บอกว่า เอ่อ เป็นที่ๆ คนนิยมมาฆ่าตัวตายกันมาก    เราก็เลยบอกไปว่า เคยดู Documentary เกี่ยวกับ Serial Gay Killer ที่หาดบอนได  แล้วก็มีคนไทย ถูกฆ่าแล้วก็โยนทิ้งหน้าผาด้วย  แล้วก็มีผู้ประกาศข่าว(หน้าตาดีมาก) ที่ดันประกาศว่าตัวเองเป็นเกย์  แล้วเดินออกไปหาเพื่อนที่หาดบอนได ตอนกลางคืน     แต่นั่นมันตอนประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว  ตอนนี้ สังคมของกลุ่มเกย์รวมกลุ่มกันต่อต้าน แล้วก็ได้รับการยอมรับมากขึ้น

         P1000825

    P1000830

     

    จากนั้นก็เดินลงมา กินข้าว  ลงเงินกันไปคนละ 5$ แล้วก็ซื้่อ Fish and Chip (ที่ รอย คีน เคยบ่นว่า แฟนบอล แมนยูไนเต็ด เข้ามาดูบอลเพื่อนกินไอ้เนี่ยแหละ แต่ไม่ร้องเพลงเชียร์ทีม)  อร่อยกว่าที่กินที่ Fish market อีก แถมถูกกว่าด้วย  บรรยากาศก็ดีกว่า  กินเสร็จแล้วก็นอน   จากนั้นก็เดินไป อ่าวใกล้ๆ เพื่อว่ายน้ำ  มีอีเพื่อนกระเทยคนเดียวที่ว่ายน้ำ แม่งน้ำเย็นชิบหาย  แรดมากก  ส่วนเกรียงก็นอน แล้วก็รอเวลากลับ มาทำงาน… T_T ชีวิตก็มีอยู่แค่นี้ 

     

    P1000843

    March 15

    St. Patrick's Day

       เมื่อวานนี้ เป็นวันที่ แย่ หรือ ดี ปนๆ กันไป  ไปดูบอล ผลการแข่งขันไม่ดีนัก แต่ก็ช่างมัน เข้าบ้านไม่ได้ เพื่อนนอนหมดแล้ว ก็เลย... ไปนอนบ้านพี่บอย.... ตื่นเช้ามานึกว่าจะไปทำบุญ อ้าว แอนไปทำงาน... ก็เลยไปตัดผมดีกว่า...  วันนี้อยากหล่อ....   ร้านตัดผมที่เคยไปตัด ของคนไทย   ปิด ว้า แย่จัง เดินขึ้นไปตาม George St. เพื่อหาร้านที่น่าสนใจ ไม่เจอ แต่ จำได้ว่า เส้น Liverpool มีร้านตัดผมร้านนึง ดู Trend ดี...   แต่ก่อนที่จะไป ร้านตัดผม อ้าวเค้ามีขบวนพาเหรด นี่หว่า... จำได้ว่า เฮ่ย มันต้องเกี่ยวกับ St. Patrick's Day แน่นอน ก็ใช่จริงๆ ด้วย พวก Irish ออกมากันเพียบ มีพาเหรด มีการเล่นดนตรี แต่งชุด cosplay  ผู้คนส่วนมากก็แต่งชุดสีเขียว สีแดง หลากหลาย ดูน่าสนุกดี โชคร้ายที่ดันลืมเอากล้องถ่ายรูปไป ไม่เป็นไรปีหน้า  คงได้ถ่ายอีก  เพราะจริงๆ แล้ว St. Patrick's Day เป็นวันที่ 17th March      

     

         จากนั้นก็ไปตัดผม ค่าตัด 40$ โอเคนะ ถือว่ายอมรับได้.... คนตัดแม่งอย่างกับพี่โดม แต่ว่าแนวญี่ปุ่นนิดนึง หล่อโคตร  แต่นิ้วนี่กรีดกรายสุดๆ   ตัดไปสักพัก มันก็แนะนำว่า เฮ่ยให้เราทำสีผม... เป็นสี Dark Chocolate เอ่อ มันบอกว่า มันจะเพิ่ม layer นะ   อ้อ อ้อ  เออ อยากลองทำสีผมมานานแล้ว  สีนี้ก็อาจจะทำให้เราดูดีก็ได้ เชื่อมัน เชื่อมัน มันหล่อ มันต้องทำให้เราหล่อแน่...   มันก็ให้เลือกสี   กูไม่รู้เรื่องเว้ย ก็ให้มันเลือกให้ มันก็เลือกเป็น Red Dark Brown and a little bit purple   that's ok  I love it. 

     

    ทำออกมา ตอนแรกเฮ่ย แม่งอะไรวะเนี่ย... มันบอกว่า ชอบเปล่า ก็บอกไป อืม... ก็จ่ายตังไป 120$ พร้อมกับหล่อวันเดียว T_T ทำงานสองวันเลยนะนั่นเนี่ย...  

     

    แต่ก็มีแต่คนชอบนะ แล้วก็มีคนทักว่า เออไปทำสีผมมาเหรอ...    

    Sunday it's my day off, then it's wonderful time I've spent. I love this day so much. We start with Beer and then go to Pizza that very good. Patrick special I love this. And then back home to see movie and sound check with mushroom maybe 6 times it's amazing sound.   Go to sleep.... because I was so tired. I love Sunday.

    March 07

    Featherdale Wild Life Park

       ก่อนจบ Class Intermediate ของ Alan  ... Alan กับ Kim ก็ร่วมมือกันจัดทริปให้ไปสวนสัตว์... สวนสัตว์ใน Sydney มีหลายที่ ที่รู้ๆ ก็มี Taronga Zoo  ได้ยินว่า เป็นสวนสัตว์ใหญ่ แล้วก็มีช้างที่ส่งมาจากเมืองไทย (plot เรื่อง ต้มยำกุ้ง) แล้วก็มีวิวสวย   แต่ว่าเราจะไม่ได้สัมผัสกับสัตว์ที่เป็น Australian animal   อาจารย์ก็เลยบอกว่า น่าจะไปที่ Featherdale Wild life park อยู่ Black town ไกลหน่อยแต่ก็ได้ใกล้ชิดกับสัตว์... 

       นั่งรถไฟกันไปจากสถานี Town Hall ค่าตั๋ว Return ราคา 7.8$  นั่งไปไกลมาก แล้วก็ไปต่อรถบัสอีก 1.9$  เพื่อไปให้ถึงสวนสัตว์ ถือว่าไปยากเหมือนกันนะเนี่ย

       ค่าเข้าแค่คนละ 15$ ถือว่าถูกมาก ถ้ามาเอง ไม่มั่นใจว่าเท่าไหร่ น่าจะประมาณ 20-30$   ที่ถูกเพราะมากับโรงเรียนแล้วก็ทำการ Book ไว้ก่อน   ดีนะเนี่ย...

     

    เข้าไปก็โหๆ ตื่นเต้น มีสัตว์เยอะแยะเลย ได้ไกล้ชิดกับมันจริงๆ ด้วย ตัว Wombat ก็น่ารักดี   Hi-li สำคัญก็คงเป็น Kangaroo & Koala ได้จับ Kangaroo ตัวเป็นๆ แล้ว   ส่วน Koala เนี่ย มันหลับอยู่ แล้วมันก็ค่อนข้างที่จะน่ากลัวอยู่เหมือนกัน (อาจจะเป็นอันตรายได้) แต่ก็แอบไปถ่ายรูปกับมันตอนหลับอยู่... แล้วนอกจากนั้นก็มีพวกนก มีอะไรอีกเยอะแยะอ่ะ   เสียดายไม่ได้เห็นตัว Tasmanian อ่ะ มันหลบอยู่ในโพรง (อากาศร้อนมาก)   อ้อมีเพนกวินด้วยนะ เล่นน้ำกันสบายใจเชิบ    มีสัตว์หลากหลายชนิดแหละ 

    P1000530 P1000539 P1000563

     

    P1000548 P1000549 P1000606

    P1000551 P1000558 P1000559

    Cabramatta : Vietnamese Market//Asian Market

       วันนี้เดินทางไป Cabramatta ตอนแรกนึกว่าเป็น Cap Paramatta   มันคืออะไรวะ สุดท้ายแล้วฟังผิดนั่นเอง... (แล้ววันนี้ดันทะลึ่งลบรูปในกล้องทิ้งไปหมดเลย ไม่มีรูปให้ดูแล้วง่ะ) ก็นั่งรถไฟไป ซื้อตั๋วแยกต่างหาก เพราะใช้ Red Weekly ไม่ได้... มันไกลเกิน อย่างที่เคยบอก มันมี Zone ของมันอยู่อ่ะ... ราคา 6.60 แต่แอนออกให้ ขอบคุณครับ...   นั่งรถไฟไปประมาณ 40 นาที... นานนะ  ไปถึงก็เดินหาของ มีเวลาไม่เยอะมาก... หาทับทิมไม่เจอ (Pomegranate)  แอนชอบกินมาก แล้วก็คิดว่าที่นี่น่าจะถูก เพราะถ้าซื้อที่ในเมืองก็แพงลูกละ 5-6$ มั๊ง   ก็เดินหาไปเรื่อยๆ บรรยากาศก็คล้ายๆ ตลาดเอเชียนิดหน่อย ที่เห็นส่วนมากก็ คนเวียดนาม ร้านอาหารเวียดนามเพียบ  คนไทยก็เยอะ ที่นี่มีส้มตำกับกุ๊ยช่ายก๊วย อร่อย (ราคาเท่าในเมือง คือกล่องละ 7$ เท่ากันแต่ว่าอร่อยกว่ามาก ในเมืองแป้งหนาเป็นเซนต์แถมรสชาติห่วยบรม เลยซื้อมาจะฝากเพื่อนเกาหลี เผื่อเค้าจะได้รู้ว่า ที่จริงมันอร่อยกว่าที่เคยกินคราวที่แล้วนะ)   แต่ไม่ได้กินส้มตำ ไปกินอาหารเวียดนาม ที่นี่ของค่อนข้างถูกนะ   เจอ PSP 3000 ขายอยู่ 250$ เอง ถูกกว่าในเมือง 50-60$ เลย   แต่ไม่รู้ว่ามันใช้งานได้รึเปล่า หรือว่าเป็นเครื่อง Pre owned รึเปล่า   ที่สำคัญ ประกันด้วย สงสัยคงจะไม่มี ถูกจนน่ากลัว...        ก็อย่างว่า ในเมืองค่าครองชีพมันก็ต้องสูงกว่า อันนั้นนอกเมืองค่าครองชีพก็ต่ำกว่า (เป็นเรื่องปกติ)   

    สุดท้ายก็หาทับทิมไม่เจอ T_T ได้กุ๊ยช่ายกับเงาะมาแทน (ได้ข่าวว่าถูกกว่าในเมือง โลละ ดอล T_T )   แต่ก็ได้ออกไปเปิดหูเปิดตา แล้วก็ได้เห็นว่า เออมันมีตลาดที่ขายของ Asia อยู่เยอะ แล้วก็หลายที่...  ใน NSW      แล้วก็เห็นได้ว่า คนเอเชียในออสเตรเลีย มีเยอะมาก    

     

      แต่แอนกับเป๊บซี่ไปเจอร้านขายของพวก Jewellery แล้วก็ Body Piercing  เห็นแล้วก็กลัวๆ นะ แต่มันก็ดูเท่ห์ดีนะ  ร้านตรงนี้ แอนบอกว่า มีให้เลือกเยอะมากๆ เยอะกว่าหลายๆ ที่ในแถบเมืองที่แอนเคยไปมาอีก...  สุดท้ายก่อนกลับก็ซื้อน้ำอ้อยกินกัน แล้วก็นั่งรถไฟกลับกันเหมือนเดิม     แล้วก็ตอนเย็น ไปเดิน Drop Menu ของที่ร้าน 200 ใบ  ได้เจอวิวสวยๆ บรรยากาศตอนเย็น เดินสบายๆ รู้สึกผ่อนคลาย  ถึงแม้ตอนกลับใกล้จะทุ่มแล้วแต่ก็ยังสว่างอยู่...     แต่ชอบ Landscape   อีกจุดนึง เป็นหลุมศพอยู่บนเนินเหว มองจากไกลๆ แล้ว แม่งเจ๋งว่ะ ไว้ว่างๆ จะไปถ่ายรูปตรงจุดนั้น...

    Flure & Scrubb Concert

       วันก่อนมีคอนเสริต ของวง Flure กับ Scrubb มาเล่นที่ Sydney จริงๆ แล้วมันก็มีวงมาเล่นเรื่อยๆ แหละ เพราะอย่างที่เคยบอก เด็กไทยที่นี่มากันเยอะมาก ไปที่ไหนก็เจอแต่คนไทย ค่าบัตร Concert ราคา 45$ จากที่ขาย 50$ ก็ถือว่าไม่แพง   ตั้งแต่เกิดมาเคยไป Concert   ที่เสียตังแค่ครั้งเดียวคือก่อนมากับ Boydpod แล้วก็คิดว่าเป็นอะไรที่คุ้มกับเงินที่เสียไป... (จำได้ว่าไม่ได้เสียด้วยมั๊ง หญิงเลี้ยง)   มาที่นี่ถ้าถามว่าประทับใจมั๊ย ก็คงไม่อ่ะ แต่ก็สนุกกับมัน เพราะก็ถือว่าไม่แพง.... เป็นวงที่ชอบ(พอสมควร)  ไปถึงสิ่งที่เห็นก็คง ซิดนี่ย์ เป็นเมืองที่เล็กนะ ถ้าจะหาคน มันก็หากันไม่ยากว่ะ ก็มาเจอกันอยู่เนี่ยแหละ... คนเที่ยวมันก็มากันอยู่เนี่ยแหละ   เฮ้อ  ไม่รู้จะพูดอะไรมาก เอารูปไปดูแล้วกันนะ

     P1000636P1000637 P1000667   ไปกันเป็นคู่ แง๊  ทิ้งให้เกรียงเป็นคนถ่ายภาพง่ะ T_T

     

    P1000643 P1000692  เอามาให้ดูสองรูปแล้วกันนะ

     

    P1000671 P1000672 P1000678   ขอมีรูปตัวเองบ้างสิ อิอิ

     

    P1000674 P1000694 P1000699   ภาพคู่รักนะ  ถ่ายให้แบบเหงาๆ นะ

    Fish Market Again

      หลังจากที่ไม่ได้อัพเดท Blog มานาน ก็หาเรื่องทำซะที จริงๆ ตั้งแต่ปีใหม่ มีเรื่องเข้ามาตั้งเยอะแยะ... ทั้งย้ายบ้านเข้ามาอยู่ในเมือง... ค่าบ้านเพิ่มขึ้น T_T  แถมเงินได้ลดลงเหลือ 330$/week แต่ก็ได้มีวันหยุดกับเค้า หนึ่งวัน   เย้ พรุ่งนี้เป็นวันหยุด It's my day off.   หาเรื่องนอนดึก Up blog ดีฝ่า....    ย้ายมาอยู่กับแอนกับเป๊บซี่ อยู่ใน Living Room วีกละ 120 ก็ถือว่ายอมรับได้แหละ  ได้อย่างมันก็ต้องเสีย(หลาย)อย่าง บางทีอยู่ที่เดิม  อาจจะลำบากในการเดินทาง อยู่ในเมืองก็ลำบากเช่นกัน แต่เป็นอีกเรื่อง   แต่ก็ถือว่าไม่ได้แย่ ไม่ได้แออัด แล้วก็อยู่กับคนที่เรารู้สึกดีด้วย แล้วเค้าก็ดูแล ช่วยเหลือเราอย่างดี (มากกก)    ตอนนี้เลยแทบจะไม่ได้เจอพี่เอเลย ไม่รู้เป็นยังไงบ้างเนี่ย....   ส่วนการทำงานตอนนี้ก็เหมือนเดิม...  แต่ว่ายอดขายของร้านตกมาก... ขายไม่ค่อยดีเท่าไหร่   อาจจะยุ่ง แต่ก็แค่ช่วงแป๊บเดียว ก็เลยไม่ได้ลำบากมากนัก...    ช่วงที่ยุ่งที่สุดก็อาจจะเป็นแบบ จากร้านว่างๆ อยู่ดีๆ ก็กลายเป็นคนเต็มร้านไปเลย เฮ้อ เหนื่อยนะ....  แล้วก็หายไปเลยง่ะ บางทีก็อยากให้ขายได้เยอะๆ นะ จะได้เงิน Extra กับเค้าบ้าง ร้านอื่นเค้าก็ได้กัน   ช่วงนี้ อยากเก็บตัง... แต่ก็เก็บไม่ได้เฮ้อ....     คิดว่าต้องเก็บได้สักวันแหละ... 

                                   ตอนนี้เรียน ก็อยู่ระดับ Upper Intermediate  อาจารย์สอนดีนะ แต่ก็รู้เลย ว่าบางทีเรายังไม่พร้อมสำหรับระดับนี้นะ เพราะว่ามันยากมากเลย  เหนื่อย... แต่ก็ดี เป็นเหมือนการพัฒนาตัวเอง ขึ้นมาอีกระดับ เจอเพื่อนที่เป็นต่างชาติเพิ่มเข้ามาหน่อย.... ไม่ใช่ เจอแต่คนไทย... 

    พฤหัสบดีที่ 5 Mar 09 ที่ผ่านมา อาจารย์พาไป Fish Market ... เคยไปมาแล้ว  เดินไปครั้งที่สอง รู้สึกว่ามันใกล้กว่าเดิมนะ   เจอเพื่อนเกาหลีมาใหม่ ชื่อ Ashly น่ารักดี... แล้วเค้าก็ Friendly มากๆ ด้วย...  ข้อดีของ Class นี้คือ หลายๆ คนเก่งภาษาทำให้สื่อสารระหว่างเพื่อนต่างชาติ ไม่มีปัญหามากนัก....   (แต่อาจารย์เคย Comment ว่าเด็กไทยพูดภาษาอังกฤษ ออกเสียงไม่ชัด  มันก็คงเหมือนพม่าพูดไทยแหละ สำเนียงมันเลยกะเหรี่ยง Yeah I must practice more na Tash na)   ก็เดินไปดูของ ไม่มีอะไร เหมือนเดิม ไม่รู้จะซื้ออะไร แพง ไม่ค่อยอยากจะใช้ตัง  สุดท้ายก็เลือกซื้อของกินร้านเดิม... แชร์กับเพื่อนไทยชื่อ Darin  แล้วก็ Ashly เนี่ยแหละ... จริงๆ เค้าก็ยังหางานไม่ได้นะ เพิ่งมาได้ไม่กี่วัน แต่ก็นะ We have to share cause I don't have enough money na Ashly na...     For Next time I will pay for you na    หาซื้อปลาซาบะให้แอน เอ่อ หาไม่เจอว่ะ... มันคือปลาอะไรฟะ   อ้อ สุดท้ายไปเจอในตู้ Frozen ในร้านขายของ Asia ในเมืองนะ แต่ตัวเล็ก แล้วก็แพงด้วย  แต่ไว้คราวหน้าจะซื้อมาให้แอนกินนะ.... สุดท้ายแล้วดูรูปเลยดีฝ่าเนอะ เริ่มด้วย Ashly 

    P1000710

    สีสวยดีนะP1000713    จนดูเหมือนน่ากลัวเลยว่ะ -_-''

     

    อันนี้ก็ปูกับกุ้ง ตัวใหญ่มาก น่ากลัวเช่นกัน P1000718

     

    ปลากะพงอะไรฟะเนี่ย ตัวใหญ่ชิบ P1000723

     

    กะลังกินแล้วววว  P1000732

     

    จากนั้นก็กลับ ฮะฮะ มาทำงาน ชีวิตเป็นเหมือนเดิมง่ะ...

    January 01

    นี่กูรู้ข่าวเมืองไทยจากฝรั่งเหรอเนี่ย... เศร้า

        ช่วงนี้ไม่ได้เล่นเน็ท เพราะว่าเวลาน้อยลงด้วย แถมดันไปทำยังไงก็ไม่รู้ทำให้ Wireless ที่ Connect อยู่ Password มันหายไป T_T ก็เลยไม่ได้ Update Blog มาหลายอาทิตย์ แล้วก็ไม่ได้ติดตามข่าวด้วยเช่นกัน เรื่องเรียนตอนนี้ก็ขึ้นไปเป็น Intermediate แล้ว อาจารย์ส่งขึ้นไปแค่ไม่กี่คน  เข้าไปเรียน Class ใหม่ก็ยังไม่รู้สิ แต่รู้สึกว่าไม่ค่อยดีเท่าไหร่   เมื่อสองวันก่อนก็เพิ่งรู้ว่าเค้ามีการเลือกตั้ง.... แล้วก็เมื่อวานก็เพิ่งรู้ว่าใครเป็นนายก   จากฝรั่ง เฮ้อ เศร้า   เพื่อนก็เลยไม่ได้ติดต่อเลยง่ะ     แต่ช่วงนี้หน้าที่การงานไปได้ดี.... เมื่อวานกำลังจะถูกดันขึ้นไปเป็นหัวหน้าศูนย์ผัก....  พี่กรถูกไล่ออก จริงๆ ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร อาจจะเพราะเกรียง หรือเป็นที่เค้าทำตัวของเค้าเอง เรื่องของเรื่องก็คือเมื่อวันจันทร์ พี่กรสั่งให้เราทำผัก แล้วก็ดันขึ้นไปผัดกับข้าว ทั้งๆ ที่งานผักยังไม่เสร็จ แต่แกก็คิดว่า มันน่าจะเสร็จแหละมั๊งก็เลยให้เราทำ แต่ปัญหาคือ มันเป็นหน้าที่ของแก แล้วแทนที่จะช่วยให้มันเสร็จๆ ไปรีบๆ ทำให้เสร็จจะได้เอาเวลาไปทำอย่างอื่น จะไปช่วยคนอื่นทีหลังก็ได้ นี่กลับทำไป ออกไปดูดบุหรี่ มาเปลี่ยนเพลง ขึ้นไปผัด คือพูดง่ายๆ ไม่เห็นจะทำอะไรเป็นเรื่องเป็นราวอะไรเลย ที่สำคัญพอเวลาเค้าทำความสะอาด แทนที่แกจะมาช่วย แกดันลงไปข้างล่าง เกรียงก็ขึ้นมาช่วยทำความสะอาด... เศร้าป่ะล่ะ อย่างวันจันทร์มีคนมาทำงานน้อย แค่ 2 คน ที่จะเก็บของแล้วก็ทำความสะอาดถ้าอยากกลับบ้านเร็วๆ ก็ต้องรีบเก็บ รีบช่วยกัน นี่อะไร ดันลงไปอู้ข้างล่าง ที่สำคัญ ดันแอบขโมยกินเบียร์ที่แช่อยู่ใน Cool Room ที่ซื้อกันมาจะมากินกันวันอังคารก่อนเพื่อน เฮ้อ อ้อ แล้วที่ยืมเงินเกรียงไปตอนแรก 20$ อันนี้ให้ยืมลองใจ ไม่ทวง  แต่วันอาทิตย์ยืมไป 40$ อันนี้ขอคืนครับ ไม่ไหวว่ะ ปกติเป็นคนไม่ค่อยกล้าทวงเงินคนอื่นนะ.... สรุปก็ได้มาแค่ 40$  แต่ก็ช่างมัน อ้อ ที่สำคัญบอกว่ามีธุระสำคัญ ไอ้เหี้ย ไปกินเบียร์ที่ผับ เพราะมันได้เงินไป 500$ แล้วคืนวันจันทร์ที่บาร์ (C Bar) มันมีเป่า ยิ้ง ฉุบ ถ้าเป่าชนะค่าเบียร์จะลดลงครึ่งนึง.... แล้วมันสำคัญตรงไหนเนี่ย เฮ้อ....    ก่อนกลับบอกให้กูมาทำงานวันอังคารซักประมาณ บ่ายโมงหรือบ่ายสอง  คิดในใจว่ามาซักบ่ายสองแล้วกัน....  ตอนดึกเจอพี่ดล อยากจะบอกกับแกเหมือนกันว่า ผมไม่มีความสุขกับการทำงานร่วมกับพี่กรเลยครับ ทั้งการจัดการของเค้า การทำงานของเค้า หลายๆ อย่างในตัวเค้า มันทำให้เราทำงานด้วยแล้วไม่มีความสุข เฮ้ออออ

     

    วันอังคารเป็นวันที่ต้องทำกับข้าวก็เสียเวลาหาซื้อหมู ที่นี่หมูหากินยากเหลือเกิน แถมต้องหาร้านขายดีๆ ด้วย ไม่งั้นมันจะมีกลิ่น ไม่อร่อย....   ออกมาจากห้องเรียนตั้งแต่บ่ายโมง กว่าจะถึงร้านก็เกือบบ่ายสอง... ไม่มีใครอยู่ เข้าร้านไม่ได้ โทรหาใครก็ไม่ติด... โทรหาคนที่คิดว่าน่าจะมีเบอร์พี่กร  ไม่มีใครมีเลย โชคดีที่เจอพี่ต้น... พี่เค้าเลี้ยงชาไข่มุก อร่อยดี เหลือเบอร์พี่บอล ที่ไม่กล้าโทร ไม่อยากรบกวน   สุดท้ายพี่ต้นบอกลองโทรดู  ก็โทรไป ไม่รับ แต่สักพักพี่บอลก็โทรมาแล้วเราก็ เออ ขอเบอร์พี่กร พี่บอลบอกมีเรื่องอะไร....แล้วก็บอกว่าจะไปเชือด  สักพักพี่ดลโทรมา ก็ถามอะไรนิดหน่อยแล้วก็บอกจะเข้ามา ก็เกือบบ่าย 4 แล้วครับ ไม่ต้องรอพี่กรแล้วครับ   พี่ดลเข้ามา สักพักพี่กรก็เข้ามา พี่กรบอกผมไป Paramatta   แต่พี่ดลพอดีไป Thai Town แล้วไปเจอเพื่อนที่ห้องพี่กร เค้าก็บอกว่า อ้อ พี่กรนอนอยู่ที่บ้าน (โกหกครั้งที่ 1)  ก็ปล่อยไป เกรียงก็วุ่นกับการทำกับข้าว พี่ดลก็มาช่วย แต่วันนี้เด็กเสริฟ กับเด็กฝึกผัดมากันเยอะมาก กับข้าวก็เลยไม่ค่อยจะพอกิน.... แต่ก็อร่อย อิอิ    สักพักพี่บอลมา ก็คุยกับพี่กร คุยอะไรก็ไม่รู้ รู้แต่ว่า พี่ดลดันไปเจอเหล้า... แล้วไปเจออีกที เหล้ามันลดลง  แล้วก็ปฏิเสธว่าไม่ได้กิน เฮ้อ.... (โกหกครั้งที่ 2)   สุดท้าย ก็โดนลดตำแหน่งไปเป็นเด็กล้างจานเหมือนเดิม แล้วก็อยู่ที่อื่น.... เพราะไม่มีใครอยากได้ เฮ้อ....   ก็เศร้ากับพี่เค้านะ เราอาจจะเป็นต้นเหตุในการทำให้โดนไล่ออก หลายๆ คนก็แซวว่ามันเป็นแผนการในการเลื่อยขาเก้าอี้ เพื่อเงิน 500$/week ก็อยากได้เงินนะ แต่ไม่ได้อยากมากจนถึงกับจะต้องทำลายคนอื่น ถ้าแกทำตัวดีๆ ใครจะหาเรื่องไล่ออกได้ล่ะ...   แต่สุดท้ายกูก็อยากจะบอกว่า ดีใจจัง งานเพิ่มขึ้น แต่เงินเท่าเดิม เพราะว่าเสาร์ที่แล้ว ได้เงิน 380$   เฮ้อ คนดีถึงกับท้อ วันพฤหัสบดีก็มาทำเช้า วันเสาร์ก็มาทำเช้า แล้วทำไมให้กูแค่นี้ล่ะครับ พี่เต้ยครับ รู้งี้ตอนนั้นวันพฤหัส ตอบตกลงพี่เอ ไปดีกว่าขอทำกับพี่เอ งานเบากว่า ที่ทำงานใกล้บ้านมาก เดินลงมาก็ถึง  กลับบ้านเร็วกว่า เริ่มงานช้ากว่า ข้อเสียก็คือ ทำงานหลายอย่างมากกว่า แต่มันก็ว่างในวันธรรมดาที่ไม่มีโชว์แหละ ก็สามารถเตรียมของในวันว่างได้ ดีซะอีกจะได้ทำเก่งๆ  เงินก็อาจจะได้มากกว่า ถ้าเทียบเป็นชั่วโมงการทำงาน มีเวลาอ่านหนังสือด้วย    แต่ที่เลือกทำผักเพราะ ชอบทำผัก มันไม่ต้องไปยุ่งกับคนอื่นมากนัก อยู่กับผัก  แล้วก็เป็นงานที่คิดว่า มันน่าจะมีอนาคต ได้ทำงานที่เป็นงานเกี่ยวกับการจัดการ การวางแผน เผื่อจะได้เป็น manager อะไรกับเค้าบ้าง หรืออย่างน้อย 500$/Week ก็เป็นอะไรที่เราคิดว่าคุ้มค่า.... ข้อดีมีอยู่แค่อนาคต ที่ไม่รู้จะเป็นยังไง เราก็ยังเลือกมัน.... เฮ้ออออ   

     

        อ้อขอบ่นอีกนิด สิ่งน่าเบื่อสำหรับร้าน Thai Riffic อีกอย่างคือ มาช่วยงานแล้วไม่ได้เงินเพิ่ม เราเสียเวลาส่วนตัวมาทำ เพื่อ.... เหนื่อยฟรี   มันก็เหมือนเป็นการ ซื้อใจแหละ แต่ซื้อไปแล้ว ได้อะไรเหรอ.... ก็แค่เหมือนให้เค้าได้เห็น ว่าเรามีน้ำใจ แล้วก็ทำงานเป็นอย่างไร.... หน้าที่การงานอาจจะดีขึ้นก็ได้  ก็หวังให้มันเป็นอย่างนั้นนะ

     

        ช่วงนี้ติด series เรื่อง Hero มาก  แต่ก็ไม่ค่อยมีเวลาดูเลย กลางวันก็อยากออกไปเดินเล่น shopping  หาของถูกใจ ราคาน่าพึงพอใจอยู่ ต้องเลือกดูกันหน่อยนะ.... ของดีๆ ราคาถูกมันน่าจะมีอยู่ อย่างวันก่อนยีนส์ยี่ห้อ Ksubi ลดราคา จากตัวละประมาณ 300$ ขึ้นไปนะ เหลือตัวละ 100$ ถือว่าถูกมากเลย ก็เลยซื้อมาตัวนึง แต่จริงๆ นะ ไม่คิดว่า ยีนส์แต่ละยี่ห้อมันจะแตกต่างกันตรงไหนเลย หรืออย่างยี่ห้อ Noodi ไอ้นี่ก็ตัวละ 200$-300$ ขึ้นเหมือนกัน ทำไมมึงแพงจังวะ แต่ถ้าอย่าง Levi ไอ้พวกนี้ก็ราคาถูกหน่อย ตั้งแต่ 100$-300$ ขึ้นเหมือนกัน  แต่ก็ไหนๆ มา Australia แล้ว ใช้ของ Local แล้วกันถึงมันจะแพงกว่าหน่อยแต่ก็น่าจะมีอะไรดีๆ ในความแพงของมัน (ทั้งๆ ที่เราก็ยังไม่รู้ว่า มันดีกว่าตรงไหน รู้แต่ว่า พอใส่แล้ว มีแต่คนบอกว่า เฮ่ยใส่ Ksubi นี่หว่า แค่เนี้ย...)

       แต่ก็มีอะไรอยากจะซื้ออีกเพียบเลย วัน Boxing day ก็ไปซื้อมา ของบางอย่างก็ลด บางอย่างก็ไม่ได้ลด ก็ไปซื้อ PSP มาด้วย แล้วก็เสื้อผ้าอีกนิดหน่อย ก็หมดไป 1000 กว่าดอลแล้ว เฮ้อ แต่ก็นะ นานๆ จะได้ซื้อของสะใจอย่างนี้สักที เพิ่งเดินเลือกของ ซื้อของด้วยตัวเอง มันก็มันดีนะ ได้ใส่แล้วคนเห็นว่าเฮ้ย เสื้อสวยว่ะ เฮ่ย กางเกงสวยว่ะ มันก็เออ กูก็เลือกของเก่งเหมือนกันนะ    ก็เพิ่งได้ใส่เสื้อยืดหน้าตา ธรรมดามากๆ ตัวละเป็น 1000 ก็คราวนี้แหละ

      ร้านที่ไปแล้วชอบมากที่สุดคือ Apple shop  แม่งเจ๋งว่ะ บอกได้คำเดียว กว้าง พื้นที่เยอะ มีเครื่องให้ลองเล่นมากมาย การออกแบบของร้านก็ดูดี ดู Hi Tech มากๆ เดินขึ้นไปชั้นสอง ชอบที่สุดตรงขึ้นบันได มันสวยดี ไม่ได้สบายหรือว่าดีอะไรหรอกนะ แต่พอมันสวยแล้วมันก็มีความสุขกับการเดินขึ้น ลง บันไดนะ

     

        มี Internet เล่นแล้วแหละ พี่เอจะมาติดให้แล้ว รอจนคิดว่า จะซื้อมาติดเองแล้วอ่ะ กำลังคิดเลยว่า ถ้าเราใช้เดือนละ 10GB มันจะเยอะเกินไปมั๊ย แล้วอีกอย่างก็อยากได้มือถือใหม่ด้วย กำลังหาข้อมูลอยู่ด้วยแหละ  แต่ก็พี่เอจะเอามาติดให้แล้วก็ดีแล้วแหละ ถ้าจะเพิ่มปริมาณการใช้ค่อยว่ากัน มือถือก็ขอเก็บข้อมูลเปรียบเทียบก่อน ว่าจะเอา I Phone หรือ Samsung Omnia ดี  ก็ดูอยู่แค่ 2 รุ่นนี้ รุ่นอื่นเห็นแล้วก็เฉยๆ อ่ะ 

     

      วัน New year eve เฮ้อ ... ไปดูพลุที่ Circular quay มา ตรง Opera House  ไม่เห็นอะไรเท่าไหร่ แต่ก็จัดอลังการดี ขากลับก็เดินเล่นก็ได้บรรยากาศดี

     

      ช่วงนี้ใช้เงินเปลืองกันมากๆ กินกลางคืน ร้านอาหาร เฮ้อ แต่ก็อ่ะนะ ถือว่าใช้ชีวิตให้มันคุ้มค่าหน่อยก็คงไม่เป็นไร

     

      เพื่อนชวนไปอยู่บ้านเช่ากัน ก็ดีนะ เออ ในเมือง ถึงจะแพงกว่าอาจจะมาก แต่ก็คงจ่ายไหวเพื่อความสบาย...

     

      ตอนนี้ทำอองเทรแล้ว ชีวิตกูนี่มันไม่แน่นอนเลย แล้วแถมช่วงนี้ขายดีกันสุดๆ เมื่อคืนขายได้ 7900 ได้ service charge กับทิป แล้วก็ Extra จากการขายได้เกิน 5000 ก็คนละ 80 $ ได้ เยอะกว่าเงินเดือนแต่ละวันกูอีก แต่ปีนึงจะมีได้ไม่กี่ครั้งหรอก

     

     

    ไม่ได้ update blog นานเลยเขียนมั่วซั่ว เพราะไม่ได้เขียนแบบต่อเนื่องกัน ยังไง ปีนี้ก็ขอให้เราสู้กับปัญหาต่อไป ต้องพัฒนาตัวเองให้ดีกว่านี้ให้ได้ ต้องเก่งกว่านี้ให้ได้ สู้ต่อไป คนอื่นทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้ คำติ คำว่า คำเตือน คำด่า ทำให้เรารู้ว่า เรายังจุดบกพร่อง ถึงแม้มันจะบั่นทอนกำลังใจ แต่ว่ามันก็เป็นแรงกระตุ้นให้เราเอาชนะมันให้ได้ สู้ต่อเว้ยยยย

    December 30

    Fish Market

       วันพุธที่ผ่านมา ที่โรงเรียนจะพาไป Fish Market เค้าบอกว่า อาหารทะเลถูกครับผม... อาจจะจานละ 20$ แล้วก็แบ่งกันได้ 4 คน ว้าวววว ถูกจัง... ก็เดินไปทาง Darling Harbour แล้วก็ออกไปเรื่อยๆ ก็จะเจอ กลิ่นคาวปลาสุดๆ ประมาณเหมือนสะพานปลาบ้านเราเลยอ่ะ ไปถึงก็ไม่มีอะไรมากมีปลาแล้วก็พวกผักผลไม้ ราคาก็ไม่ได้ถูกมากนัก เมื่อเทียบกับบ้านเราก็ยังแพงอยู่ดี ซื้อไม่ค่อยจะลง แต่ก็ดันโง่ซื้อจานใหญ่มา 38$ มีกุ้งชุบแป้งทอด ปลาอบ 1 ชิ้น หนวดปลาหมึก แล้วก็ตัวปลาหมึกชุบแป้งทอด รู้สึกว่าแพง 555 แต่ก็ช่างมันเถอะ โง่เอง รู้งี้ซื้อ Fish&Ship ดีกว่าแค่ 7.5$ ด้วย แต่ก็ต้องโทษคนขายด้วย ก็สั่งไป แล้วมันก็ถามว่า anything else หลายๆ รอบเราก็เลยเห็นถ้ามันรำคาญก็เลยสั่งอีกอย่าง ราคาก็เลยขนาดนั้นเลย เศร้า....   แต่ถ้าพูดแล้ว ราคาของทะเลก็ไม่ได้แพงนะ เมื่อเทียบกับต้องไปซื้อที่อื่น เช่นร้านอาหาร อย่างปลากะพง ที่ร้านขายอยู่ตัวละ 28$ กว่าๆ ที่นีกิโลละ 10 กว่า$ เอง ก็ต้องถือว่าถูกกว่าแหละ...  พอเลือกเสร็จก็ไปหาที่นั่งริมทะเล บรรยากาศดูเหมือนจะดี ถ้าทำเป็นไม่เห็นขี้นกและก็นกนางนวลที่คอยก่อกวน จู่โจมคนที่กินของอร่อยอยู่ตลอดเวลา นกมากันเยอะมาก อาจจะเพราะมีคนเคยให้อาหารมัน มันก็เลยพากันมา คนจีนมากินอาหารที่นี่กันเยอะมาก กินของแพงๆ ทั้งนั้น แต่มารยาทก็แย่ตามเคย... กินแล้วมีการลืมทิ้งไว้ที่โต๊ะด้วย นกก็เลยมารุมกันใหญ่ อาจารย์ Kim ดูเหมือนจะทนไม่ได้เลยไปทิ้งให้ ดีที่มันเห็นมันก็เลยมาเก็บเอง...    หลังจากกินของที่ไม่ได้ถูกมากนัก แล้วก็ไม่ได้อร่อยอย่างที่คิด รวมไปถึงบรรยากาศที่ไม่ค่อยจะดี เนื่องจากทั้งคนที่เยอะแล้วก็นก ขี้นก ทั้งคน ทั้งนกเสียงดังโหวกเหวกโวยวาย ทุกคนก็ไม่ได้ Happy มากนัก... ทั้งๆ ต้องเดินมาไกล แล้วก็ต้องเดินกลับอีก ฝรั่งอาจจะชอบเดิน แต่เราไม่นะ... อาจารย์ก็เลยพากินกาแฟ แล้วเค้าก็เลี้ยงด้วยนะ โคตรใจเลย จากนั้นแกก็ต้องกลับเพราะว่าแกมีนัดกับสามีแก แกจะไปหาสามีแก เออ ดีแล้วแหละ มันเลยเวลาเรียนมาตั้งนานแล้วนะ...

     

                ตอนนี้เค้าให้ขึ้นมาทำ Entree หรือจริงๆ ถ้าที่บ้านเราน่าจะเรียกว่า Appetiser แต่เราก็ยังทำได้ไม่ดีนัก ยังกดดันตัวเองอยู่ เวลามีคนมองก็ยังลก บางครั้งก็ยังลืมทำ Step ในการทำก็ยังไม่เข้าที่ หลังจากไม่ได้ทำมานาน มันก็ลืมแฮะ   เมื่อวานพี่เต้ยให้เงิน 380$ แล้ว เย้ ดีใจ เฮ้อ หายเหนื่อยหน่อย...  แต่อย่างเมื่อวาน แค่ขนผักอย่างเดียวก็เหงื่อแตกแล้วครับพี่ครับ มันเยอะมากกกก  เอาไง เอากัน สู้ต่อไปเว้ย...

     

              วันก่อนนั่งรถผ่านสนามเด็กเล่น ที่จะมีอยู่แทบทุกที่ในแต่ละจุด เหมือนกับสวนสาธารณะก็จะมีในแต่ละ Council สนามเด็กเล่นที่นี่ค่อนข้างดี ที่นี่ทุกอย่างให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมากๆ พื้นก็จะเป็นพื้นยาง เวลาล้ม หรือตกก็จะได้ไม่เจ็บมาก ลดความรุนแรงของความบาดเจ็บลงไป หรืออย่างชิงช้า ที่นี่ก็จะเป็นคล้ายๆ ที่นั่งทำด้วยยาง ที่ดีกว่าใช้ยางรถบ้านเรา  คิดถึงชิงช้า ยังจำได้ติดตาสมัยอยู่ประถม โรงเรียนเพิ่งทำสนามเด็กเล่นกัน (เพิ่งจะมามีตอนกูอยู่ ป.6  แล้ว) ตอนนั้นเวลาเย็นๆ ก็แกว่งชิงช้าแข่งกับเพื่อนว่าใครจะสูงกว่ากัน ไม่ไกลจากกันนัก มีน้องสาว (ลูกพี่ลูกน้อง) ชื่อสา เล่นกับเพื่อนอยู่ ตอนนั้นสาน่าจะอยู่ อนุบาล เพราะสาอ่อนกว่าเกรียงประมาณ 6 ปีได้... อยู่ดีๆ สาก็วิ่งเข้ามาหาเกรียง เรียก "เฮียเกรียง" ขณะที่เรายังยืนแกว่งชิงช้าอยู่ จำได้แต่ว่า เห็นมุมของชิงช้า ชนเข้ากับหัวสา เห็นหัวบุบลงไป เลือดออก แล้วสาก็ร้องไห้....  ตกใจทำอะไรไม่ถูก  ตอนนั้นใครก็ไม่รู้พาสาไปห้องพยาบาลแล้วก็ไปส่งโรงพยาบาล ได้ข่าวว่าถูกเย็บสด 6 เข็ม  สยองจนจำได้ติดตาจนถึงวันนี้ถึงแม้ มันจะผ่านมาแล้ว 10 กว่าปี  ตอนนี้สาก็กำลังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ ก็เป็นเด็กที่ดีอ่ะ ก็ทำให้เกรียงรู้สึกได้เลยว่า ถึงครอบครัวเค้าจะไม่ได้ดีมากนัก แต่เค้าก็สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ในขณะที่น้องอีกคน ครอบครัวสมบูรณ์มากกว่า แต่กลับ...ไม่สามารถสอบได้    ถ้าในมุมมองของเราก็ต้องบอกว่า ความพยายาม ความมุ่งมั่นของคนเราก็ต่างกัน แรงผลักดันมันก็ต่างกัน  หรือบางทีอาจจะมีมุมมองอื่นที่เรามองไม่เห็นอยู่ก็ได้ ซึ่งก็อาจจะทำให้เราเค้าใจเค้าผิด...

    Concession มันคืออะไรหว่า...

    ที่ประเทศนี้ ไม่สิ ที่รัฐ NSW การขึ้นรถเมล์ถ้าไม่จ่ายเงินที่คนขับก็คือซื้อตั๋วรถ ซึ่งก็มีหลายแบบให้เลือกใช้ จะเป็นแบบใช้ได้ 10 ครั้งหรือว่าจะใช้เป็นสัปดาห์ แล้วก็ขึ้นอยู่กับระยะทางที่เราใช้ในการเดินทางด้วย... ปกติแล้วก็จะมีเดินทางใกล้ๆ ก็จะใช้ Blue Ten ตั๋วนี้ราคา 14$ ใช้ได้ 10 ครั้ง ระยะทาง 2 section (1 section ก็บอกไม่ได้ว่าเท่าไหร่แต่ว่าไม่ไกลมากนัก) ถ้าเดินทางไกลมาหน่อยก็ใช้ Brown Ten ราคา 24$ ได้ 5 section หรือว่าถ้าเดินทางบ่อยๆ ทุกวัน เช่นออกมาเรียน ออกมาเรียน ตอนเย็นไปทำงาน พูดง่ายๆ คือเดินทางบ่อยๆ ขึ้นรถบัสวันหนึ่งมากกว่า 2 ครั้งในระยะทางไกลๆ ก็ใช้ Blue Weekly ราคา 32$ ใช้ได้ 7 วัน นับตั้งแต่วันแรกที่ใช้ แต่ถ้าต้องการขึ้นรถไฟ เรือด้วยก็ซื้อตั๋ว  Red Weekly ไปเลย 35$ ซึ่งก็เหมาะสำหรับคนที่ขึ้นทั้งรถบัส รถไฟ เรือ หรือเดินทางในแต่ละวันไม่แน่นอน เช่นเกรียงเป็นต้น จริงๆ มีตั๋วมากกว่านี้อีก เช่นตั๋ว Green Weekly น่าจะประมาณ 50$ ก็นั่งได้ไกลๆ เลยแหละ....  หรือเป็นตั๋ว Red Ten ก็นั่งได้ 9 section ราคาที่ทราบประมาณ 38$    ก็เลือกใช้ให้เหมาะกับตัวเอง ก็จะเป็นการประหยัด  หรือถ้าต้องการประหยัดมากกว่านี้ก็นั่งรถไฟเอา เดินมากหน่อย เพราะแต่ละสถานีก็ห่างกันอยู่ ข้อดีคือเร็วกว่ารถบัส มีตอนดึกกว่า แล้วก็ราคาถูกกว่า แต่เกรียงไม่เคยซื้อก็เลยไม่ทราบ ที่ได้ยินมาประมาณ สัปดาห์ละ 28$ ก็ประหยัดกันไปได้อีกเยอะ...

      อ้อ จริงๆ แล้วมันก็มีรถบัสหลายแบบแหละนะ แต่เอาแค่แบบปกติก่อนแล้วกัน ไม่เคยขึ้นรถแบบอื่นเหมือนกันครับ 555

    หลายวันก่อนไปซื้อตั๋วรถบัสแบบ Weekly เพราะว่ามันจะหมดพอดี อยู่ดีๆ คนขายก็หยิบตัว Red Weekly มาให้ สีมันแปลกๆ แถมราคามันก็เฮ่ย ถูกกว่าครึ่งนึงเลย จาก 35$ กลายเป็น 17.5$ ไปซะได้ แถมอยากสะสมอยู่พอดี เห็นฝรั่งมันใช้อยู่หลายคน อยากได้บ้าง ดีใจจังเลย  สงสัยนิดหน่อยก็ตรงมันเขียนว่า Concession เปิด Dictionary ดูก็แปลว่า การยินยอม ยอมอ่อนให้   ก็เออ ไม่รู้ ไปคุยกับพี่ที่ร้าน เค้าก็บอกว่า มึงซวยแล้วมั๊ยล่ะ เค้าห้ามใช้ จะใช้ได้ก็ต้องเป็น นักเรียนแบบเด็กๆ ที่เป็น Citizen อะไรพวกนี้ หรือไม่ก็คนแก่   แต่ด้วยความเออ อยากลอง อยู่มาตั้งเดือนกว่าๆ นั่งรถบัส ยังไม่เคยเจอคนตรวจเลย ก็ใช้เลยครับวันแรก ตอนเช้าก็ไม่มีอะไร พอตอนบ่ายนั่งรถไปทำงาน  รถบัสมันก็จอดตรงร้าน Pizza ที่เค้าบอกว่าอร่อยมาก คิดอยู่ในใจ อยากแวะลงไปกิน แต่คิดอีกที เฮ่ยอย่าเลยดีกว่า  และแล้วก็พลาด... ไอ้คนตรวจตั๋วขึ้นมาพอดี กูเศร้าเลย ทำไมมันซวยอย่างนี้ มันก็ขอดูมาเรื่อยๆ พวกมันก็ขึ้นมาเรื่อยๆ บังไม่ให้คนลง เต็มรถอ่ะ เกือบ 10 คนได้ แต่มีคนนึงที่เดินตรวจ ตอนนั้นคิดในใจเอาไงดีวะกู โชคดีที่นั่งท้ายรถก็เลยโดนตรวจช้าหน่อย... คิดในใจ ไม่รู้เลย กะจะเอาตั๋ว Concession ให้มันดูแล้วก็บอกว่าไม่ได้เอา Student Card มา อะไรก็ว่ากันไป บลา บลา บลา   แต่ก่อนหน้านั้นก็มีคนโดนไปแล้ว ไม่รู้ว่าทำหาย หรือว่าไม่ได้จ่าย ก็ซวยไป เสียไป 200$  แล้วก็มีผู้หญิงคนก่อนหน้าใช้ตั๋ว Concession เหมือนกัน เศร้าครับ มันตรวจละเอียดมาก ขอดูหลักฐานนู้น หลักฐานนี้ ระหว่างนั้นมันก็มาตรวจคนอื่นต่อ เฮ่ยจะถึงกูแล้วทำไงดี ก็เลยวัดใจ โชว์ตั๋ว Red Weekly ของ Adult ที่เพิ่งหมดอายุไปเมื่อวานให้มันดู มันก็พลิกมาดูด้านหลังอย่างรวดเร็วแล้วก็คืน เฮ้อออ โล่งสุดๆ มันไม่ได้ดูละเอียดว่ามัน Expired แล้ว เพราะวันที่มันตรวจคืนวัน ที่ 19 Nov 08 แต่วันหมดอายุของบัตรนั้นคือ 18 Nov 08 โชคดีมาก   ส่วนผู้หญิงคนนั้นก็โชคร้ายโดนสอบถามข้อมูลต่อ เท่าที่ได้ยินก็ประมาณว่า คุณต้องจ่ายนะ แล้วคุณก็ไม่มีสิทธิ์ใช้ตั๋วนี้ เพราะ บลา บลา บลา   ผู้หญิงก็บอกว่า เค้าไม่รู้ คนขายหยิบมาให้ แล้วก็ทำหน้าตาจะร้องไห้ จากนั้นก็ถึงป้ายที่เกรียงจะลงแล้ว ก็ขอลงให้เร็วที่สุด เท่าที่จะเร็วได้แหละครับ รอดตัวไป จากนั้นก็ใช้ ตั๋ว Brown ผสมกับตอนดึกๆ ใช้ Concession เพราะคิดว่า ถ้ามันมาตรวจตอน 5 ทุ่มกว่า ก็ให้มันไปเถอะ.... หลังจากนั้นไม่กี่วันก็ซื้อให้ครับ เพราะเออ ช่างมัน ก็ถือว่าได้สะสมตั๋ว อย่าไปคิดอะไรมาก ไม่ถือว่าเสียค่าโง่มากนัก ถ้าเสีย 200$ เนี่ยสิ เสียค่าโง่ของแท้....

    P1000378 P1000379   ถ่ายรูปตั๋วที่มีมาให้ดู จริงๆ แล้วมี Blue Ten อ่ะ แต่ว่าทำหาย เซ็งเลยจำได้ว่ายังใช้ไม่หมดเลยอ่ะ T_T  P1000380   อันนี้เป็นด้านหลังของตั๋ว Ten กับตั๋ว Weekly นะครับ

     

     

          ตอนนี้ทำงานไป ก็เศร้าไป วันอาทิตย์ตอนกลางคืน หลังจากทำงานเสร็จประชุม กลับมากลับนอนไม่หลับ... นั่งคิดว่า เฮ้ย ทำไมกูจะต้องมาลำบากลำบนอย่างนี้ ทุ่มเทให้ทุกอย่าง พยายามที่จะซื้อใจทุกคนด้วยความตั้งใจของเรา ด้วยความกระตือรือร้นของเรา.... ถึงจะไม่ใช่เป็นคนที่เรียนรู้เร็วในเรื่องพวกนี้ ไม่ใช่คนที่จะทำงานได้อย่างรวดเร็วตามที่เค้าต้องการ แต่ว่าความทุ่มเท ที่มีให้ ทำไม มันถึงยังตอบแทนเราด้วย ค่าแรง 40$ ต่อวัน.... วันเสาร์ที่ผ่านมา ได้เงิน 270$ ก็มีหยุดไป 1 วัน เป็นวันจันทร์เพราะไปเที่ยว Blue Mountain  แต่ว่าก่อนหน้านั่น อาทิตย์ที่แล้วได้เงินแค่ 230$ เพราะวันศุกร์ไปทำงานที่อีกสาขานึง   270$ ก็หมายความว่า เราทำงาน 6 วันได้ 240$ แล้วก็มีวันเสาร์ตอนบ่ายที่เข้ามาหั่นผักอีก 30$ เป็น 270$  เอ้อ ทำไมกูต้องเหนื่อยขนาดนี้ ทำไมตอนนั้นที่พี่เอต้องการคน ทำไมกูไม่มาทำที่นี่เลย ได้เงินที่นี่เลย 50$ ต่อวันแน่ๆ ร้านพี่เอก็มีงานให้ทำเยอะกว่า รับผิดชอบมากกว่า แต่ก็ได้เลิกเร็วกว่า งานเหนื่อยน้อยกว่า เราก็นอนที่นี่ เลิกก็นอนเลย มีเวลาพักมากกว่า ไม่ต้องไปเสียเวลากับการอยู่บนรถบัส   แต่ก็คิดว่า Thai Riffic น่าจะให้อะไรกับเรามากกว่า มันน่าจะมีอะไรดีๆ ให้เราเก็บเกี่ยว ให้เราเรียนรู้ แล้วก็ไม่สายที่จะมาทำที่อื่นที่มันสบายกว่า... หรือถ้าอยากที่จะโต อยากจะขึ้นไปเป็น Chef  Thai Riffic ก็สามารถให้โอกาสกับเราได้  มันเหมาะสำหรับคนที่ Active    แต่ว่า 40$/day มันน้อยไปรึเปล่า มันคุ้มรึเปล่า เรามีศักยภาพที่จะสามารถไปอยู่ที่ที่ดีกว่านี้ ให้รายได้เรามากกว่านี้ได้อยู่แล้ว เราสามารถที่จะไปทำงานร้านอาหารต่างชาติได้อยู่แล้ว เพื่อนเราหลายๆ คนภาษาก็ไม่ได้ดียังทำได้ แล้วทำไมเราจะทำไม่ได้ ก็ไปบ่นให้กับเพื่อนที่ห้องฟัง   ตอนเย็นทำงานก็ออกมาพับกล่อง อยู่ดีๆ พี่เอนกก็มาคุยกับเราเรื่องว่าเรารับอยู่เท่าไหร่.... พี่เต้ยออกมาพอดี เลยไม่ได้พูดออกไป พอพี่เต้ยเข้าไป แกก็ถามอีกรอบก็เลยบอกไปว่า 40$/day ครับ แต่ก็ไม่มั่นใจเท่าไหร่เพราะอย่างอาทิตย์ที่แล้วได้ 270$ แกก็คิดแล้วก็บอกว่า มันน้อยไป แล้วก็บอกว่าตอนนี้เราล้างจานคนเดียวได้แล้วนี่ เดี๋ยวพี่ไปคุยให้... แล้วสักพักพี่บอลก็ออกมาถามเราว่า เราได้เท่าไหร่ก็บอกไป แล้วเค้าก็บอกว่า week นี้รับ 50$/day เลยนะ ตั้งใจทำงานนะ เฮ่ยอาการเซ็ง อาการเบื่อ อาการเหนื่อยแล้วก็ท้อ มันหายไปเลยนะ... กลับมาคิดอีกที เฮ่ย เป็นเพราะเราไปบ่นในห้องรึเปล่า ไอ้ Boat ไปคุยกับพี่เอนกรึเปล่า ไปถามก็เออใช่ คุยกับพี่เปิ้ล แฟนพี่เนก ก็ไม่รู้ว่ามันดีหรือไม่ที่เราพูดสิ่งที่เราคิด ในเรื่องที่ไม่ดีออกไป แต่ว่าพี่เนกก็ดีกับเรามาตลอดแหละ คงไม่มีปัญหาอะไร จริงๆ ก็ไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดีหรอก แต่เราแค่รู้สึกว่าเฮ่ยมันไม่คุ้มกับสิ่งที่เราทุ่มเทไปก็เท่านั้น... ตอนดึกๆ ถามน้องปุ่น ว่าได้อยู่เท่าไหร่ มันบอกว่าได้ 45$/day ได้ยินแล้วเศร้า ปุ่นก็บอกว่าเฮ่ยนึกว่าพี่ได้ 50$ นะเนี่ย เพราะปุ่นไปร้านนู้นเค้าให้ 50$ ไง  เออ เพราะกูทำงานอยู่ที่นี่อย่างเดียวใช่มั๊ย เค้าถึงไม่เพิ่มอะไรให้กูเนี่ย คิดแล้วก็เจ็บใจเล็กน้อย... ไปทำงานที่ร้าน North วันนั้นก็ยังได้ตั้ง 45$ ขนาดไปวันแรก ยังไม่ค่อยจะรู้เรื่องอะไรมาก ยังงงซะเป็นส่วนใหญ่ ซะด้วยซ่้ำ....  แต่ตอนนี้คิดว่ามันก็คงดีแล้วแหละ อาทิตย์นี้ถ้าพี่เต้ยยังให้ rate เก่าเราก็คงต้องทวงแล้วแหละ... เพราะถ้ายังให้ 40$ อยู่เหมือนเดิม ก็คงออกมาหางานใหม่ดีกว่า... ไม่รู้จะอยู่ให้เหนื่อยทำไม...

    November 17

    เค้าไป Blue Mountain มาล่ะตัวเอง...

      วันเสาร์ที่ผ่านมาไป Karaoke กับพี่ๆ ที่ร้าน เพราะเป็นงานวันเกิดพี่ต้น... เมาครับ อ้อเล่าบรรยากาศก่อนนะครับ ก็ไปร้องเพลงกัน แรกๆ ยังไม่มีเหล้ามีเบียร์ก็ร้องกันงั้นๆ พอเหล้าเข้าปาก คนเริ่มมากันเยอะๆ ก็บ้ากันสุดๆ พี่น้อง กับพี่เปิ้ล คู่นี้สุดๆ จริงๆ สมแล้วที่เป็นแฟนกัน พี่เปิ้ลพอไม่ได้กินเหล้าดูจะเป็นผู้หญิงเรียบร้อย น่ารัก ร่าเริง  แต่พอกินเหล้าแล้วกลับกลายเป็นผู้หญิงที่ดูก้าวร้าว แต่ก็เฮฮา สนุกสนาน กอดคอกับทุกคน ใจดี ชวนทุกคนไปกินเหล้า พี่น้องก็เช่นกัน ปกติจะเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยพูดเท่าไหร่ แต่พอเหล้าเข้าปากปุ๊บ พูดอะไรนักก็ม่ายรู้  วันนั้นกินเหล้ากันไปเยอะมาก น่าจะมากกว่า 4 ขวดได้ แล้วก็ไปต่อที่ห้องพี่บาส ที่พวกพี่เค้าอยู่กันหลายๆ คน กินไวน์ (ไม่เคยชอบมันเลย ให้ตายสิ) แล้วก็เมาหลับไป ตื่นมาอีกทีก็ 9 โมงกว่า (นอนตอนตี 5 กว่าๆ) 

    ตั้งแต่มาที่นี่ เห็นแต่ผู้หญิงไทยแรงๆ ทั้งนั้นเลย ทั้งกินเหล้า ดูดบุหรี่ เฮ้อ... เศร้ามากมาย

    กลับมาก็นั่งรถกลับคันเดียวกับพี่เจ (แฟนพี่แอ้) ก็ดี แกทำงานร้านกาแฟ ได้เงินเยอะดี แล้วก็แนะนำให้หางานที่มันดีกว่าร้านไทยซะ จะได้ไม่ต้องลำบาก เออ น่าสน...

     

    วันนี้ วันจันทร์ขอหยุดงาน อิอิ เพราะว่าจะไปเที่ยว...ที่ BLUE MOUNTAIN กับเพื่อนๆ ที่โรงเรียน ก็เมื่อวานก็แวะซื้อ Sandwich กับมาม่าอีก 2 ห่อ เพราะว่าจะเอามาผัดไปกิน ก็ตื่นตั้งแต่ 7 โมงกว่าๆ คิดว่าจะทำอาหารไปดีมั๊ย เพราะเมื่อวานก็ได้ ข้าวผัดปู มาจากที่ร้าน (แอนใจดีกับเกรียงมากๆ ขอบคุณมากครับ ทั้งตักข้าวให้ ทั้งใส่กล่อง Take away ให้เกรียงเอากลับไปกินด้วย น่ารักจริงๆ) แต่ก็ตัดสินใจทำ ก็ลองทำแบบเร็วๆ ดูก็ทันเว้ย เสร็จก็อาบน้ำ ขึ้นรถบัสตอน 8 โมงนิดๆ (รถบัสตอนนี้คนเต็มมากๆ บางคันก็ไม่จอดรับเพราะคนเต็ม ก็ดีนะ) ไปถึงก็แวะซื้อ Battery กล้อง เพราะกล้อง Digital ของเกรียงกิน Battery มาก ที่นี่ Battery แพงโคตร 2 ก้อน สำหรับถ่าน Alkaline ก็เกือบ 7$ ได้ วันก่อนว่าจะซื้อถ่านชาร์จมาแล้วนะ แต่ก็คิดว่าจะไม่ได้ใช้ พอจะใช้กลับไม่มีรู้งี้ซื้อไว้ก็ดีกว่า ไม่เสียหลาย ถ่านชาร์จ 4 ก้อนรวมที่ชาร์จ ขายที่ COLES แค่ 25$ กว่าๆ เอง ไม่แพงมาก...  ไปถึง Central ก็โทรหาเพื่อน เพื่อนก็ไปรอกันที่ Eddy Avenue ทั้งๆ ที่อาจารย์ให้รอที่ แถวๆ หอนาฬิกา... แต่ก็สุดท้ายก็เจอกันที่ Platform 6  ไปกับกลุ่มนักเรียนได้ตั๋วลดราคา จากประมาณ 28$ เป็น 16.8$ ถือว่าถูกมาก... ไปกันก็มีสมาชิกคือ Kim(Teacher), Kriang, Boat, P' P, Ann, Chon, Big, Kob, Rose,P' Ya, Santi, Bill & Emily  น่าเสียดายที่ยังมีบางคนมาไม่ได้อย่าง Camp กับ Yushin   นั่งรถไฟไป ที่นี่เบาะมันหมุนได้ว่าจะให้หันไปทางไหน เออ เพิ่งรู้นะเนี่ย ก็นั่งคุยกันไป สักพักก็หลับกัน

    P1000252 P1000251

    เพราะมันใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง... ไปถึงก็นั่งรถ Taxi กันไป เสียประมาณคัน 8$ ก็ไม่แพงมาก (รึเปล่า) จุดแรกที่เราจะไปคือ Echo Point ก็ไม่รู้ทำไม แต่ก็ได้เห็น Three sister จากมุมนี้

    P1000258 P1000259

     

    ถ่ายรูปกันอีกนิดหน่อย แล้วก็เดินเลาะหน้าผาไปอีกจุดหนึ่ง เพื่อไป Park แวะกินข้าวกัน ก็ค่อนข้างไกลเหมือนกัน แต่ก็มีจุดแวะชมวิวให้ดูเยอะเหมือนกัน ไม่เหนื่อยมากเพราะอากาศเย็น เดินไปก็คุยไป สักพักก็แวะกินข้าวกัน เพื่อน Korean ไม่ได้เอาข้าวมา เพราะกะจะมาซื้อกิน... แต่อาจารย์ก็แบ่งให้ ส่วนเราก็เอาอาหารมาตั้งเยอะ แต่ Emily ก็ไม่กิน Emily กินของที่อาจารย์แบ่งให้ พวกเราก็แบ่งอาหารกันกิน ก็อร่อยดี คนเกาหลีกินอาหารเผ็ดค่อนข้างเก่งนะ ผิดกับคนจีนหรือญี่ปุ่นเลย...  ดูเหมือนว่าเค้าจะชอบอาหารไทยด้วย...  กินเสร็จก็ไปดูน้ำตก... ก็ไม่ได้อะไรมาก แล้วก็เดินต่อไป เพื่อไปดูราคารถรางที่ชันที่สุดในโลก(รึเปล่า) น่าจะประมาณ 52 องศาได้สำหรับความชัน(ณ จุดชันสุด)  มันประมาณ 19$ ก็ค่อนข้างแพง จริงๆ ก็อยากลงนะ แต่หลายๆ คนก็รู้สึกว่ามันแพงไป เราก็เลยไปอีกแบบ เป็นคล้ายๆ shuttle เดินตามสาย cable คนละประมาณ 10$ สำหรับไปอย่างเดียว ก็เลยไปกันหมดเลย... ก็โอเคอ่ะ ได้เห็นอีกมุมหนึ่ง

    P1000297

    เสร็จแล้วก็ขึ้นรถบัสไป Echo Point อีกครั้งเพื่อเดินไป Three Sister ก็เดินไป ไปถ่ายรูปอีกนิดหน่อย ตรงนี้ค่อนข้างชัน และน่ากลัว แต่ก็ได้มุมสวยๆ ถ้าไม่มาตรงนี้ รู้สึกไม่คุ้มยังไม่ก็ไม่รู้    

    P1000311     P1000323

    จากที่เดินเที่ยวจนหมดแล้ว (จริงๆ ยังไม่หมดหรอก แต่ถ้าไปมากกว่านี้ก็ต้องค้างคืน แล้วก็ไม่คุ้มที่จะทำแบบนั้น) ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ หุบเขา สีน้ำเงิน (ตรงไหน) ที่เกิดจากไอระเหยของน้ำมันยูคาลิปตัส และต้นกัม ทำให้เกิดหุบเขาสีน้ำเงิน ก็ไม่ได้เห็นหมอกเยอะขนาดนั้น.... วิวก็ธรรมดา เหมือนหน้าผาทั่วๆ ไป ส่วนตัวว่าภูกระดึงสวยกว่า ประทับใจกว่า

    จากนั้นก็กลับ หลับเกือบตลอด มีแค่แรกๆ คุยกับ Boat นิดหน่อยเรื่องงาน.... พอถึง Central ก็...ไม่รู้ไปไหนดี บางคนไปต่อที่ผับ (พี่ยากับกบ) ส่วนเพื่อนเกาหลีมันก็กลับกันไป ก็ลาล่ะครับ ส่วนที่เหลืออยากไป Star city แต่เรากับ Boat ไม่อยากไป...   เพื่อนๆ ก็หิวข้าวเลยไปแวะกินข้าวที่ ร้าน ณ บางกอก สั่งกับข้าว 3 อย่างมี หมูกรอบผัดพริก ต้มโคล้ง แล้วก็ยำปลาดุกฟู กับข้าวสวย (ตอนแรกนึกว่าเติมได้เรื่อยๆ) ที่ไหนได้เป็น 5 ถ้วย ม่างงง จัดไปทั้งหมด 60$ แพงว่ะ คนละ     15$  ได้เลย หรือว่าจริงๆ แล้วไม่แพงก็ไม่รู้ เพราะไม่เคยซื้อกินอ่ะ จริงๆ แล้ว มันก็ไม่ได้เยอะด้วยอ่ะ ค่อนข้างไปทางน้อยเลยอ่ะ... เสร็จแล้วก็ไปเดินเล่นกับ Boat ไปซื้อของนิดหน่อย แล้วมันก็ชวนไปอยู่บ้านมัน (บ้านพี่เอนก) จริงๆ ก็ดีอ่ะนะ ถ้าเรายังทำงานที่ Thai Riffic ถึงมันจะ Week ละ 120$ แต่ว่ามันอยู่ในเมือง มันก็ค่อนข้างสบาย ทำงานกลับดึกมาแค่ไหนก็ไม่ลำบากมาก  ข้อเสียคือแพง อยู่กันหลายๆ คน ถึงจะมีห้องน้ำเยอะก็เถอะ... แค่ Master room ก็ 4 คนแล้ว ก็ไม่รู้ แต่มันก็รวม Bill อ่ะ มี Internet ให้ใช้ด้วย   แต่ถ้าเรามาอยู่ที่นี่ ก็ค่าบ้าน Week ละ 80 เสีย net อีก 10 ซักผ้าอย่างมากก็ 13 โดยรวมแล้วก็ยังถูกกว่า Week ละ 20$ ได้ เพราะยังไงก็ต้องเสียค่ารถเท่ากันอยู่แล้ว เพราะทำ Thai Riffic ไม่รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะต้องไปทำงานที่ไหนบ้าง(ชีวิตพเนจรมาก)    ตอนนี้ขอรอพี่เอกลับมาจากเมืองไทยก่อน แล้วค่อยว่ากัน แล้วก็ดูว่าเราสามารถทำงานร้านพี่เอได้รึเปล่า หรือว่าพี่เอยังไม่มีคนทำ Entree ที่เก่งๆ  เพราะถ้าทำกับพี่เอ ก็อาจจะดีกว่า ไม่ต้องเลิกดึก นอนอยู่ที่นี่อยู่แล้ว สบาย รายได้ก็อาจจะน้อยกว่านิดหน่อย แต่งานก็เบากว่า(ตอนกลางวันก็ไปทำงานที่อื่นเพิ่มได้อีก ถ้าขยัน แต่ถ้าได้ 7 กะ มันก็เพียงพอแล้วนะ สำหรับการใช้ชีวิต และเก็บเงิน)   ขอดูก่อนว่า หลังหลังจากพี่เอกลับมาแล้ว ถ้าพี่เต้ยยังให้เราอยู่แค่ 40$ ต่อวัน แล้วต้องมาทำเสาร์อาทิตย์ตอนกลางวัน แล้วให้ค่าแรงไม่คุ้ม ก็ขอออกดีกว่า จริงๆ ประเทศนี้มางานให้ทำตั้งเยอะ ตั้งแยะ   เราให้โอกาสตัวเองกับที่นี่มามากพอแล้ว เราทุ่มเทกับที่นี่มามากพอแล้ว ถ้าเค้ายังเห็นค่าของเราน้อยอยู่ เราก็คงต้องไปแหละ  ถึงแม้เราจะยังทำงานไม่เก่ง ทำงานไม่เร็ว ทำงานไม่ดี แต่เราก็ทำงานตลอด แล้วก็ตั้งใจกับการทำงานมากๆ  ไม่ได้อู้ มาทำงานเร็วได้ ก็พยายามมา(เพราะรู้ว่าตัวเองเป็นคนทำงานช้า) ทุ่มเทให้ตลอด ถ้าผลลัพธ์มันยังเหมือนเดิม แล้วเราจะทำไปทำไม...

    November 13

    ไปเรียนแล้วนะ เหนื่อยจัง

        วันจันทร์ที่แล้ว ไปสอบวัดระดับมา ไม่เคยไปโรงเรียนก่อนเลย... คิดว่าจะไปถูก พอไปถึง แม่งงงว่ะ อยู่ตรงไหน โทรหา Agency ก็ดันไม่รับสายอีก กูกำลังจะสายแล้วนะเว้ย... ก็เลยโทรไปถามน้องเคท ก็หาจนเจอจนได้ เฮ้อ... ไปสาย กว่าจะได้สอบ ยังทำข้อสอบไม่หมดเลย แม่งหมดเวลาสอบแล้ว ซวยจริงๆ แต่ข้อสอบก็ไม่ได้ยากนัก เน้นให้เขียนเรียงความ ถ้าระดับสูงๆ หน่อยก็เป็นแนววิจารณ์ไปเลย เอ่อ...ทำได้แค่ Pre Intermediate อ่ะ ตอนอยู่เมืองไทยก็ระดับนี้ อยู่ที่นี่ก็ระดับนี้เฮ้อ... ก็ให้ห้องเรียนมา แต่อยู่อีกที่นึง ไกลด้วย แถมเรียนตั้งแต่ 8.45 am-2.45 pm เอ่อ เรียนเยอะไปมั๊ยเนี่ย... พักแค่ 1 ชั่วโมงเอง เศร้า....

        วันต่อมาก็ไปเรียน ด้วยความยังไม่คุ้นเคยกับเส้นทาง แผนที่ และความโง่ของตัวเอง ทำให้เสียเวลากับการหลง แต่ก็ยังไม่โง่มาก เพราะกลับตัวทัน... แล้วก็ถึงห้องเรียนจนได้ เย้ แต่ดันเข้าห้องผิด เพราะไอ้คนกรอกห้อง ดันกรอกห้องผิดให้กูอีก เซ็งเป็ด   อาจารย์ชื่อ Kim เป็นฝรั่งแก่ๆ (น่าจะ 50  ได้อ่ะ) ก็ไปถึงก็แนะนำตัวนิดหน่อย เด็กไทยเยอะมาก ไหนเค้าบอกว่า เด็กเกาหลีเยอะไงวะ... มีอยู่ 3 คนเอง อ้อมี ญี่ปุ่นอีกคน เป็นคนเกาหลีแต่พูดเกาหลีไม่ได้ เพราะเกิดและโตที่ญี่ปุ่น.... เรียนก็เรียนเรื่อง Tense เรื่องง่ายๆ Present Continuous ดูเหมือนง่ายๆ แต่ก็มีอะไรที่เรายังไม่รู้อยู่ ทั้งๆ ที่ก็อ่านหนังสือมาเยอะเหมือนกัน... ก็เกี่ยวกับเรื่องของ Adverb of time แหละ ไม่มีอะไรมาก ง่ายๆ....ตอนนี้ก็ยังเรียนอยู่เลย แค่เรื่อง Present simple กับ Present continuous นี่น่าจะยาว.... เพราะเค้าบอกว่าใช้บ่อยมาก... อืม...  

     

        มาเรียนถึงเมืองนอก จะไม่พูดถึงเด็กต่างชาติได้ไง เด็กไทยก็สำคัญนะ ให้คำปรึกษาทั้งเรื่องงาน เรื่องเรียน เรื่องอื่นๆ มากมาย    แต่ว่าเด็กต่างชาติ ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจเช่นกัน อย่างที่บอก มีเกาหลี 3 คน ญี่ปุ่น 1 คน อินโดนีเซีย 1 คน แล้วก็โคลัมเบีย 1 คน    เกาหลีมี ผู้ชาย 1 ผู้หญิง 2 ผู้ชายชื่อ Bill แต่ชื่อเกาหลีมันชื่ออะไรไม่รู้ว่ะ...น่าตาก็เกาหลีแหละ ใส่แว่น ก็ถือว่าหน้าตาดี บ้านค่อนข้างรวยด้วย ไม่ต้องทำงาน (คุยกับคนนี้เยอะสุดแล้ว เพราะอีก 2 คนไม่ค่อยมาเรียน)   เกาหลีอีกคนชื่อ Emily คนนี้หน้าตาดาราเกาหลีมาก สูงยาว เข่าดีอีกต่างหาก ค่อนข้างสวย แต่ก็พูดภาษาอังกฤษยังไม่ค่อยเก่ง (อาจจะเพราะสำเนียงมันไม่เหมือนกัน ด้วย เค้าพูดมาเราก็ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง เราพูดไปเค้าก็ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง (ขนาดอาจารย์บางทียังงงๆ กับสำเนียงของพวกเกาหลีเลย)) เกาหลีอีกคนเป็นผู้หญิง จำชื่อไม่ได้ด้วย...แต่ก็หน้าตาดีอยู่  ถือว่าหน้าตาดีกันหมดนะ (แต่ก็เห็นที่หน้าตาแย่ๆ ก็มีนะ ไม่ใช่ว่าไม่มี แถมไม่ค่อยมีมารยาทอีกต่างหาก)    ต่อมาก็เด็กญี่ปุ่น ชื่อ Yushin  หน้าตาดีอีก แต่งตัวดีสุดๆ ดูคิกขุน่ารัก...น่าเสียดายที่พวกเกาหลี ญี่ปุ่นใส่ชุดพวกนี้ได้ แต่ถ้าให้เด็กไทยมาใส่แบบนี้มันจะดูทุเรศไปในทันที ไว้ทีหลังจะถ่ายรูปมาให้ดูแล้วกันนะ...  คนนี้ก็ภาษาไม่ค่อยดีมาก แถมดูอึ้งๆ เอ๋อๆ นิ่งๆ อีกต่างหาก   ที่สำคัญเด็กไทยที่นี่ นินทาว่าเป็นเกย์อีกต่างหาก เพราะเวลามันพูดมือมันจะออกมาแบบน่าร้ากกก น่ารัก จนดูเหมือนเกย์ไปก็ไม่รู้ว่าใช่เปล่า ไม่อยากฟันธง...    ส่วนสาว Indonesia ชื่อ Susan แต่งงานแล้วแฟนได้ PR แล้วด้วย.... เค้าก็น่าตาไม่แย่นะ...  ภาษาก็ดูนิ่งๆ แต่อาจจะเก่งก็ได้ แต่ก็ไม่ได้เก่งมากแน่นอน เพราะบางทียังงงกับชื่อคน หรือคำเรียกที่มันคล้ายๆ จะเป็นแสลง (ที่ใช้บ่อยๆ นะ)  เห็นเปิดดิกบ่อยมาก...  คนสุดท้ายเป็นสาวโคลัมเบีย น่าจะเป็นคนที่เก่งภาษาสุดในห้องแล้ว... คนนี้ไม่ค่อยได้คุยมากนัก แต่ก็เห็นว่าทำงานที่ร้านกาแฟ ได้ชั่วโมงละ 20 เออกูทำทั้งวันได้ 40 ชีวิตมันเศร้ามะ     พี่บางคนก็ได้ทำร้านญี่ปุ่น ก็โชคดีไป หรือเพื่อนไทยบางคนทำร้านไทยแต่เจ้าของเป็นฝรั่งก็ได้เงินเยอะเช่นกัน เออดีเนอะ ชีวิตคนเรานี่มันแล้วแต่โอกาสเลยนะ ภาษาเราก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่นะ...น่าจะมีโอกาสบ้าง สู้ต่อไป ทำที่นี่ก็ยังมีโอกาสอยู่แหละ   พรุ่งนี้ก็ไม่ได้ไปทำที่ Coogee แล้ว เพราะเค้าให้ไป Train งานที่ North Sydney อาจจะได้ไปเจอกับ Boat น้องที่เรียนที่ห้องเดียวกันอ่ะ...

       วันจันทร์หน้า ที่โรงเรียน  Kim จะพาไป Blue Mountain ก็เป็นที่ๆ น่าสนใจ แล้วเค้าไปคุยแล้วได้ตั๋วราคาถูกด้วย ก็ถือว่าดี ลางานไป ก็คงไม่เป็นไรหรอกเนอะ ได้ไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ที่สำคัญ Emily ไปด้วย อิอิ   คนอะไร น่ารักจริงๆ... ทำให้เราแอบคลั่งไคล้ไปกับเค้าด้วย....(นี่ขนาดไม่แทบจะไม่เคยคุยกันเลยนะเนี่ย)   จริงๆ วันอาทิตย์ กลุ่มเด็กไทยนัดกันไป Bondi Beach ด้วยว่ะ    เดี๋ยวขอดูก่อน...แต่ก็อยากไปด้วยนะ ก็ดูน่าสนุกดี... Bondi ก็ถือว่าเป็นหาดที่มีชื่อเสียงของ Sydney ด้วยแหละ

    November 06

    ชีวิตที่ไม่มั่นคง.... ไม่แน่นอน

        วันก่อนที่ทำกับข้าว...กินได้นะ แต่ไม่อร่อย...  โชคดีที่พี่ดล ซึ่งเค้าเป็นหัวหน้าศูนย์ผัก เค้าอยู่ เพราะเกรียงไปตั้งแต่บ่ายโมง กะจะไปทำหมูกรอบ... แกเห็น แกก็เลยช่วยทำ... อร่อยเลย ต้มเลือดหมู   แต่หมูกรอบ ทำไมมันไม่กรอบเลยวะ แสรดดด หนังเหนียวมาก.... แต่ก็ยังพอกินได้แหละ    

     

       ช่วงนี้ก็ต้องลงมาข้างล่างไม่ต้องขึ้นไปข้างบน... ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่ว่าเหมือนโดนลดตำแหน่งอ่ะ ข้อดีคือ มาหั่นผัก งานมันก็สบายกว่า แต่ว่ารายได้มันก็น้อย(เท่าเดิม) แต่ว่าโอกาสในการก้าวหน้ามันยังมีอยู่ แต่ว่ามันไม่ใช่ก้าวกระโดด มันต้องลงมาอยู่กับพื้นฐาน เพราะว่าพื้นฐานเราก็ยังไม่แน่นด้วยแหละ แฮะ แฮะ.... สู้ต่อไป    แต่พี่เอ แนะนำให้ช่วงนี้ก็หางานใหม่สิ น่าจะมีร้านที่ให้เรา 7 วันอยู่ ถ้าเราทำได้... ปัญหาคือตอนนี้ยังทำไม่ได้นี่สิ...ถ้าช่วงที่ลูกค้าเข้ามาเยอะๆ เนี่ย เราน่าจะเอ๋อ เครื่องแฮงค์อยู่เนี่ยสิ เฮ้อ... เมื่อไหร่จะทำได้สักทีนะ....   พยายามต่อไปเว้ย  แต่ก็ไม่รู้ว่า ถ้าเราทำตรงนี้ไม่ดีแล้ว สุดท้ายเค้าจะไล่เราออกมั๊ยเนี่ย...

     

        ส่วนไอ้น้องคนนั้นก็จะได้ไปทำที่ Chullora เป็นร้านที่สร้างเทพอ่ะ เพราะว่ายอดขายกระจายสุดๆ เป็นร้านที่โหดสุดๆ ทั้งไกล ทั้งขายได้เยอะ งานหนัก กลับมาอีกทีก็คือเทพไปเลยอ่ะ นอกจากจะขายได้เยอะ (ทำให้เราได้ทำงานเยอะแล้ว) ทุกอย่างต้องทำด้วยความรวดเร็ว ไม่งั้นจะไม่ทัน โห โห โห ไม่เทพก็ไม่รู้ว่าไงแล้ว...  ข้อดีอีกอย่างคือ ไม่ต้องเสียค่ารถบัส เพราะมีรถรับส่ง (มันไกลเกินกว่าที่จะนั่งรถไปเองอ่ะ)   เศร้านะ แต่กลับมาก็คงเก่งอ่ะ ไปทำร้านอื่นเนี่ย สบายๆ ชิวๆ เลย...

    November 04

    I gonna Kill you...

    วันนี้ต้องทำอาหารเลี้ยงคนในร้าน คิดว่าจะทำต้มเลือดหมู กระเพราหมูกรอบ และก็อาจจะเป็น บลอคคอลี่หมูกรอบ   เอ่อ  แต่ไม่รู้ว่ามันจะกินได้มั๊ยนะ... ทำครั้งแรกอ่ะ เศร้ามากว่ะ   หมูกรอบก็ไม่รู้ว่าจะเป็นหมูกรอบ หรือหมูเหนียวเนี่ย.... เศร้า อาจจะฆ่าคนในร้านก็ได้ เฮ้อออ

     

    ตอนนี้งานที่ร้านก็ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่ดีพอที่จะยืนได้คนเดียว....  อาจจะเพราะยังไม่ได้ยืนคนเดียวในช่วงยุ่งๆ ก็ได้ ทำให้ไม่สามารถทำได้.... สักที   ที่บอกว่าดีขึ้นก็คือ เริ่มที่จะจับ Step มันได้แหละ   จริงๆ นะ ทุกอย่างต้องมีท่า มี Step ของมัน แล้วมันจะทำได้เร็ว ถ้าไม่มีเราก็จะทำได้ช้า งานง่ายๆ อย่างล้างจาน เช็ดช้อน... ใครๆ ก็ทำได้ แต่ต้องมาดูคนที่ทำในที่ร้านที่ยุ่งๆ สิ มันเร็วมาก...   ตอนนี้ก็ได้ Step ล้างจานมาบ้างแล้ว ได้ Step เช็ดช้อน หั่นผัก ก็ทำได้หลายๆ อย่างแล้ว แต่ก็ยังทำได้ไม่ดีนัก ก็คิดว่ามันคงจะดีขึ้นเรื่อยๆ คนทุกคนมีศักยภาพที่จะทำได้หมด แต่ว่ามีการเรียนรู้ที่แตกต่างกันไป บางคนช้า บางคนเร็ว แต่มันก็ขึ้นอยู่กับคนสอนด้วยแหละ แต่คนสอนที่นี่ก็ดีนะ เก่ง งานทุกอย่างที่เค้าทำ ทั้งๆ ที่ช่วงยุ่งๆ แต่เค้าก็ดูสบายๆ ไม่ได้ดูรีบร้อน หรือลนแต่อย่างไร เค้ารู้จักที่จะแบ่งเวลาช่วงสั้นๆ มาทำให้เกิดประโยชน์    อย่างตอนนี้เกรียงย่างเนื้ออยู่บนเตาย่าง ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็ต้องเฝ้ามันตลอด แต่ตอนนี้ก็เริ่มรู้แล้วว่า เออจะพลิกมันเมื่อไหร่ ใช้เวลานานแค่ไหนมันจะสุก ทำให้เราพอที่จะเอาเวลาว่างตรงนั้นไปทำอย่างอื่นได้... มันก็เหมือนเป็นการสอนเรื่องการจัดการกับเวลา ทั้งๆ ที่เป็นช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น แต่มันก็มีค่าสุดๆ    แต่ที่ตอนนี้เรายังทำไม่ได้คือ พอมันยุ่งมากๆ เราก็จะเฮ่ยทำอะไรก่อนหลังดีวะ แล้วก็จะเอ๋อ เสียเวลามายืนคิดว่าเฮ่ยจะทำอะไรก่อนดี แล้วก็จะสูญเวลาที่มีค่าไป ตรงนี้คงต้องยืนบ่อยๆ คงจะแก้ปัญหาได้แหละ... รอสักพักน่า ใจเย็นๆ

      ตอนนี้ค่อนข้างเบื่อ ไอ้น้องที่มาฝึกตำแหน่งเดียวกันด้วย แม่งกวนตีน อย่างเมื่อวานมันถามก็ว่า พี่มานานแค่ไหนแล้ว ก็บอกไปว่า เดือนนึง... มันน่าจะหมายความว่า เฮ่ยมาตั้งนานแล้วทำไมมึงยังทำไม่ได้.... เอ่อกูก็คิดในใจว่า เอ่อ คือกูเนี่ยได้ยืนข้างหน้าแบบมึง เต็มๆ สักวันมั๊ย ยืนแบบที่ให้มึงมา Grille มาเตรียมของให้เนี่ย ไม่มีเลย อย่างวันนั้นพี่เค้าบอกให้มันมา Grille ให้กูออกอาหาร แม่งก็ทำออกอาหารแล้วให้กู Grille เหมือนเดิม แสรดดด แล้วจะให้กูทำได้ยังไงวะ   มึงมายืนข้างหน้า แล้วให้กู Grille ให้เนี่ยตั้งกี่วัน กว่ามึงจะทำได้ แสรดดด....  พูดง่ายๆ ก็คือมันชอบข่ม อย่างบางทีเราออกอาหารไป หน้าตาไม่ดี มันก็บอกว่า ถ้าออกอย่างนี้ไปให้พี่หม่อง(เจ้าของร้าน) เห็นเนี่ยโดนด่าแน่ๆ ก็เลยถามมันไปว่าแล้วให้สวยเนี่ยทำยังไง แม่งก็ไม่บอกอีก แสรดดด สรุปมึงรู้แต่หวงใช่มะ  แล้วที่สำคัญ กูออกอาหารไปเนี่ย สำหรับสลัดกูออกไปยังไม่ถึง 30 จานเลยมั๊ง มึงเล่นออกไปเป็นร้อย สองร้อยจานแล้ว ประสบการณ์มันก็ย่อมต่างกันเป็นหลายเท่าตัว เฮ้อ....   ตอนนี้ก็เลยห่างๆ กับมันไว้ดีกว่า รำคาญ  ขี้เกียจจะไปยุ่งด้วย... แต่ก็ดีลงไปทำอะไรข้างล่าง มีความสุขกว่าเยอะ   ทำงานกับมันแล้วไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่นัก...    แต่ก็ดีคิดซะว่า ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีในการใช้ชีวิต เป็นการเรียนรู้ชีวิต  จากแต่ก่อนเจอแต่คนดีๆ พอมาอยู่ที่นี่เจอคนไม่ดีบ้าง มันก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีในการเรียนรู้ และอยู่กับมัน...  เมื่อวานก็เห็นมันโดนพี่เค้าเรียกไปว่าด้วย ก็เออ หวังว่ามันคงจะทำตัวดีขึ้น...นะ มันจะได้ทำให้เราทำงานแบบมีความสุขขึ้น.... หรือไม่อาจจะสุขน้อยลง.... คงไม่คิดว่ามันจะโทษกูหรอกนะว่าเป็นเพราะกูทำให้มันโดนว่าเนี่ย... แต่ว่าเมื่อไหร่มันจะโดนย้ายไปที่อื่นวะเนี่ย.... เฮ้อ...

      แต่อยู่ที่นี่ ทุกคนก็ต้องไม่งอมืองอเท้าแหละ ถ้างอมืองอเท้าแบบอยู่เมืองไทยก็ อดตายอ่ะครับ  ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีนะ สู้ต่อไไป